One Day (2011)
posted on 09 Feb 2012 01:14 by bangkokerr in Commentaryวันนี้เป็นอีกวันที่จัดสรรเวลาให้ตัวเองได้หย่อนก้นลงที่เตียงนุ่มๆ(ของเจ้)แล้วดูหนังซักเรื่อง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากดูมาตั้งแต่ตอนมันเข้าโรง แต่ด้วยภาระ หน้าที่ที่หนักหนา
และเวลาที่มี 24 ชั่วโมงเท่ามนุษย์คนอื่นๆของผมน้อยเกินไป
สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็โบกมือบ๊ายบายลาโรงไปตามเงื่อนเวลาของมัน
2 เหตุผลที่ทำให้ผมกระสันอยากจะดูหนังเรื่องนี้เสียเหลือเกิน
เป็นเพราะ 1. นางเอก ผู้เป็นที่ชื่นชอบของผมตลอดกาล 'Anne Hathaway'
และพระเอกอย่าง 'Jim Sturgess' ผมไม่บอกว่านักแสดงทั้งสองคนแสดงดี
แต่ผมเป็นคนชอบถูกชะตากับอะไรด้วยสายตา
เหตุผลที่ 2. คือ อยากดูหนังรัก โรแมนติก กระตุ้นต่อมตัวเองบ้าง
เพราะช่วงที่ผ่านมาถ้าไม่ดูหนังประวัติศาสตร์ ก็ดูหนังเลือดสาด
ไล่ฆ่ากันเหมือนอยู่ในโลกกันแค่สองคน

ผมไม่อยากจะให้ข้อมูลพื้นฐานอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก
เช่นว่า ผู้กำกับเป็นใคร ดัดแปลงมาจากนวนิยายเล่มไหน อันนั้นคุณไปหาเอาได้ในปู่เกิ้ลนะครับ
หนังว่าด้วยเรื่องของมิตรภาพระหว่าง 'Emma Morley' และ 'Dexter Mayhew'
ที่คงจะดูแปลกในโลกความเป็นจริง
มิตรภาพของเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน เป็นที่ปรึกษาร้อยแปดปัญหาให้กัน
กินเหล้าด้วยกัน และเคยมีความสัมพันธ์อันล้ำลึกกันมาแล้วบนเตียง
แต่เพราะความเป็นหนุ่มเจ้าสำราญของเด็กซ์เตอร์
และความคิดที่เขาเคยคิดว่าเอ็มม่าเป็นสาวเฉิ่ม
ใส่แว่นหนาเตอะ อ่านบทกวี นวนิยาย อยู่ในโลกของความเพ้อฝัน
ไม่ร่าเริง ไม่สนุกสนานเหมือนชีวิตที่มีสีสัน แสงไฟ และวงการมายา
แค่มองสายตานางเอกปราดเดียว คนดูก็จะรู้แล้วว่าความรู้สึกของเอ็มม่าที่มีต่อเด็กซ์เตอร์เป็นยังไง
แต่เพราะเธอไม่อยากเอาชีวิตที่จากเดิมก็ไม่ดีอยู่แล้ว(ไม่มีงานประจำ ไม่ได้เริ่มเขียนหนังสือ)
ไปลงทุนเสี่ยงกับท่าทางทีเล่นทีจริงของเด็กซ์เตอร์
ในแววตาของเอ็มม่าที่มองเด็กซ์เตอร์ทุกครั้งที่เจอกัน
มันแฝงไปด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เธอไม่เคยเป็นมีสิทธิ์อยู่ในฐานะคนรักของเด็กซ์เตอร์ได้เลยซักครั้งที่พวกเค้าเจอกัน
นิยามคำว่ามิตรภาพของทั้งคู่จึงกำหนดให้วันแรกที่พวกเขาเจอกัน
เป็นวันสำคัญที่ทั้งคู่จะโคจรมาเจอกันอีกครั้ง
มันไม่ใช่โชคชะตา มันเป็นความตั้งใจของคนสองคน
เอ็มม่าผู้ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมากในแต่ละปี
แตกต่างกับเด็กซ์เตอร์ที่เปลี่ยนผู้หญิงบ่อยยิ่งกว่าเปลี่ยนชุดนอน
ในทุกคำแนะนำของเอ็มม่าถูกเคลือบไปด้วยความเจ็บปวด
ที่แม้อยากจะรักผู้ชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
แต่ก็กลัวว่าเขาไม่ได้รักเธอ และกลัวความเป็นตัวเขาจะทำเธอเสียใจ
ผมว่าหนังตั้งใจทำให้เอ็มม่าเก็บอาการไม่อยู่ ดูแล้วโคตรน่าสงสารเลย
ในขณะที่เด็กซ์เตอร์เอาชีวิตตัวเองเข้าไปในความโลดโผน มีสีสัน
เอ็มม่ากลับอยู่ในโลกที่เธอไม่ได้ต้องการ อยู่ในที่ๆเธอไม่ต้องการ
และแม้กระทั่งอยู่กับคนที่เธอไม่ต้องการ เพียงเพราะคิดว่าเธอจะ 'เลิกรัก' เขาได้
แต่สัจธรรมอย่างนึงบนโลกใบนี้ คือ ต่อให้เราจะเป็นนักต้มตุ๋น
โกหก หลอกลวงใครได้มากมายขนาดไหน คนหนึ่งคนที่เราไม่สามารถโกหกเขาได้เลย
คือ ตัวเราเอง
หนังมันออกโรงไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นผมของสปอยล์ว่าหนังไม่ได้จบแบบ Happy Ending
พระเอก-นางเอกไม่ได้อยู่รักกันจนชั่วกัลปวสาน มีเรื่องน่าเศร้าในตอนท้ายด้วยซ้ำไป
แต่เพราะจังหวะของการดำเนินเรื่องที่ทั้งคู่ได้มาบรรจบกัน
มันทำให้ผมพอเดาทางออกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ตำำนานรักดอกเหมยแน่นอน
และแล้วมันก็เกิดขึ้น
หนังเรื่องนี้ภาพสวยครับ แม้เปิดเรื่องมาแรกๆจะนัวๆหน่อย
เหมือนตั้งใจจำลองบรรยากาศของคุณภาพฟิล์มแต่ละยุคสมัยอยู่หน่อยๆ
แต่สำหรับหนังรักโรแมนติกแบบนี้ผมว่าสีแบบนี้กำลังดีเลยทีเดียว
มีการเก็บรายละเอียดหลายๆอย่างครบถ้วน จนคนดูไม่รู้สึกติดขัด
หรือตะหงิดใจว่าไอนั่นคืออะไร ไอนี่มาได้ยังไง ทำไมไม่ต่อเนื่อง
ผมชอบที่หนังสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างคนดูกับตัวละครเยอะๆ
มันทำให้หนัง(โลกสมมติ)ดูไม่ไกลตัวจนเป็นหนังไซ-ไฟอะไรเทือกๆนั้น
มีอย่างนึงที่ผมแอบอมยิ้มกับหนังเรื่องนี้เล็กน้อย
คือ ดูตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ผมไม่เห็นตัวละครในเรื่องกินน้ำเปล่ากันเลย
ถ้าไม่เหล้าก็ไวน์ ถ้าไม่ไวน์ก็แชมเปญ สุดยอดไปเลย !
ผมว่าหนังเรื่องนี้ให้มุมมองเรื่องนึงที่ชัดมากสำหรับผม
คือ คุณค่าของการรอคอย และการมองข้ามอดีตอันยอดแย่ของคนที่เรารัก
เอ็มม่าและเด็กซ์เตอร์ใช้เวลารอคอยคำตอบให้กับความรู้สึกของแต่ละฝ่ายนานหลายปี
ซึ่งในระหว่างนั้น แต่ละคนก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ไม่ได้อยู่คนเดียว
แต่เมื่อทั้งสองคนให้คำตอบของกันและกัน
เรื่องในอดีตของอีกฝ่ายกลายเป็นเหมือนเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ผมเข้าใจว่านั่นคือสังคมต่างประเทศ มันเรื่องธรรมดา ความรัก เซ็กซ์
แต่ผมว่ามันดีนะ ที่เราไม่ต้องไปเพ่งอดีตของอีกฝ่ายให้มันชัดเจนตลอดเวลา
ทำให้มันเลือนลางและทำปัจจุบันที่เขาอยู่กับเราให้ติดตาเราดีซะกว่า
ในเรื่องมีตัวละครถึง 2 ตัวที่ไม่ได้อยู่จนฉากสุดท้ายของหนัง
1. คือแม่ของเด็กซ์เตอร์ และ 2. คือเอ็มม่า
แต่หนังไม่จำเป็นต้องแสดงออกกันโต้งๆให้เห็นว่ามีคนตายนะ ตัวละครต้องเสียใจนะ
ไม่มีฉากงานศพ แต่การแสดงออกของตัวละครที่เหลือต่างหาก
ที่ทำให้ผมรับรู้ความรู้สึกของการสูญเสีย
ผมประทับใจแทบทุกฉากที่ตัวละครทั้งคู่วนกลับมาเจอกันทุกปี
แม้บางปีจะเป็นปีที่แย่ไปเลยสำหรับอีกฝ่าย
แต่ก็มีอีกหลายๆปีที่ทั้งคู่ได้ทำให้ความอยากดูหนังรักของผมถูกเติมเต็ม
เว็บไหน บอร์ดไหน บล็อกไหนให้คะแนนหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ไม่รู้
โทษฐานที่นี่คือบล็อกของผม ผมขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8 เต็ม 10 ครับ
Hope your every one day is the greatest days.
ได้ดูแล้วครับ..
ตอนจบ.. อ่อออ
#1 By - นิพันธ์ ทารีมุกข์ - on 2012-02-09 02:20