The Lady (2012)

posted on 10 Feb 2012 22:50 by bangkokerr  in Commentary
เป็นการดูหนังครั้งแรกของผมและเธอ
และก็เป็นหนังที่ผมประทับใจทั้งตัวหนังและคนที่นั่งข้างๆ : )
 
 

 
 
ในที่สุดผมก็ได้้พาร่างอ้วนๆของผมไปหย่อนบนเบาะหนังกำมะหยี่เพื่อดูหนังเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่ผมสั่งตัวเองไว้ว่าจะไม่ยอมดูจากแผ่นแน่นอน 
 
 
จากการติดตามความเคลื่อนไหวของหนังเรื่องนี้อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ
ก็คิดว่าสมควรที่จะต้องติดตามผลลัพธ์ของหนังให้รู้แล้วรู้รอดกันไป
แม้จะเพิ่งได้ยินเสียงวิจารณ์จากอาจารย์ในคลาสเมื่อวานซืนถึงเรื่องนี้
แต่จิตใจผมก็เข้มแข็งและเสียงดังกว่าเสียงอาจารย์
 
 
ในหนังเรื่องนี้มันอาจจะดูโน้มเอียงยกยอ ออง ซาน ซูจี ไปเสียหน่อยในสายตารัฐบาลพม่า
แ่ต่ในสายตานักต่อต้านเพื่อประชาธิปไตยทั้งหลายอาจมองว่า
นี่เป็นอีกหนทางที่จะทำให้พม่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่มากก็น้อย
อย่างน้อยๆก็ละอายประเทศอื่นๆกับความมหาอำนาจ เผด็จการ 
และไร้ซึ่งมนุษยธรรม 
 
 
ฉากที่เปิดมาสำหรับผม ตอนแรกทันทีที่ได้ยินเป็นเสียงคำบรรยาย 
มันเหมือนว่า เฮ้ย ! ไม่นะ ไม่เอาหนังอย่างนี้ แต่ทันทีที่หนังนำเราเข้าสู่ฉากสะเืืทือนอารมณ์ปั๊บ
ผมก็พอเข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีบทสนทนาของสองพ่อลูกนั่น
เพราะในเรื่อง นายพลอองซานจากไปเร็วเหลือเกิน
 
 
หนังเล่ารายละเอียดส่วนตัวของ 'ดอว์ซู' ได้ในหลายๆแง่มุม 
ซึ่งคนดูก็คงไม่รู้หรอกว่าครบทุกแง่มุมรึเปล่า แต่มันก็เป็นมุมที่ถูกคัดสรรแล้วว่า
เป็นมุมที่สวยงามที่สุดแล้วจากชีวิตผู้หญิงคนนึง
 
 
ข้อเท็จจริงอย่างนึงที่หนังไม่ได้หลอกลวงหรือสร้างภาพเหนือจริงให้กับตัวดอว์ซู
นั่นคือความจริงที่ว่า การกลับไปพม่าในครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะเธอต้องการเอาตัวเอง
เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือมีบทบาทใดทางการเมือง 
แต่คงไม่ใช่เพราะความอยากเป็นแม่พระของคนพม่า
หรืออยากเป็นลูกกตัญญูที่สานต่อเจตนารมย์ของพ่อ 
แต่เพราะเธอนิ่งเฉยไม่ได้กับการถูกเห็นผู้คนถูกเข่นฆ่าเพียงเพราะต้องการ
หลักพื้นฐานของการเป็นมนุษย์บ้างก็เท่านั้น 
 
 
หลายๆประเด็นที่หยิบมานำเสนอในหนังผมว่าตอบโจทย์กับตัวเจ้าของประวัติ
คือ สะท้อนความรู้สึกของตัวละคร รัก โกรธ โศก คิดถึง
และยิ่งความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องอดทน
และสงบเยือกเย็นกับทุกอย่างที่บีบเร้าให้เธอยอมก้าวถอยหลัง
บางสถานการณ์เธอมีคนรอบข้างคอยเป็นตัวหนุนหลัง
แต่บางครั้งเธอก็ต้องเข้มแข็งให้ได้แม้ถูกกักขังให้อยู่คนเดียวในบ้านของตัวเอง
 
 
 
นี่เป็นฉากที่ผมชอบมาก และตั้งใจว่าจะพูดถึงในการเขียนครั้งนี้
คือฉากที่ดอว์ซูเดินเข้าหาปืน 10 กระบอก ด้วยท่าทีที่สงบ และเป็นมิตร
มันเป็นส่วนของเรื่องที่บ่งบอกคนดูชัดเจนว่าสุภาพสตรีท่านนี้ 'กล้าหาญ'
มากพอจะเดินข้ามผ่านความอันตรายเพื่อแสดงเจตนาถึงการเรียกร้องอย่างสันติ
 
 
 
และผมชอบฉากนี้ มันบ่งบอกถึงการทำอะไรแบบสุขุม การมองการณ์ไกล
การค่อยๆตะล่อม หรือทำให้ฝ่ายตรงข้ามซึมซับ หรือเอนเอียงมาทางเราเอง
ผมชอบวิธีการของผู้หญิงคนนี้จริง

 
และอีกหนึ่งฉากสั้นๆที่ทำให้ผมเกิดอารมณ์ร่วมและรู้สึกชื่นชมความเสียสละของอองซาน
คือฉากที่ดอว์ซูตระเวนเดินสาย ถ้าเป็นบ้านเราก็อารมณ์หาเสียง
เธอต้องกินข้าวบนรถ และใช้เวลาอยู่นอกบ้านมากกว่าในบ้าน
ทั้งที่สมาชิกทุกคนอยู่ที่บ้านที่พม่า 
 
 
ในมุมของความเป็นแม่และภรรยา ดอว์ซูดูจะตกหล่นไปบ้างในช่วงที่ติดอยู่ในพม่า
หน้าที่ของแม่ กลายเป็นหน้าที่ของพ่อ ลูกๆต้องปรับตัวให้เข้มแข็งมากขึ้น
สามีทำงานหนักเป็นสองเท่า ทั้งงานอาจารย์ที่มหา'ลัย ทั้งเบื้องหลังการเรียกร้องในแดนไกล
ทุกอย่างบีบบังคับคนในครอบครัวนี้เสียจนก่อนที่ตัวสามีจะตาย 
การพรากสมาชิกในครอบครัว เป็นเรื่องที่บีบคั้นมากสำหรับผม
การไม่ได้อยู่ดูใจคนรักก่อนตายเป็นคนที่สองช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า
และเรียกน้ำตาผมให้มาเอ่ออยู่บริเวณขอบตา
 
 
เรื่องของภาพโปรดักชั่นส์ผมไม่ได้เห็นว่าขาดตกบกพร่องตรงไหน
เพราะผู้กำกับอย่าง ลุค เบซอง คงไม่กล้าพลาดในเรื่องเบสิคของหนัง
เพราะหนังเรื่องนี้สำหรับผมน่าจะอยู่ในความสนใจของคนหลายๆกลุ่ม
หลายๆประเทศ 
 
 
การตัดต่ออาจมีการตัดสลับภาพจนอาจทำให้รู้สึกถึงความไม่ต่อเนื่อง 
แต่ถ้าคุณไม่พลาดฉากก่อนหน้านี้ ผมก็ว่าคุณน่าจะดูทุกฉากรู้เรื่อง
และต่อเนื่องกันนะ ถ้ามันจะดูติดขัดไปบ้าง ก็อาจจะเป็นการตัดสลับ
บทสนทนาระหว่างดอว์ซูและไมเคิล นั่นหมายความว่า พม่า-อังกฤษเลยทีเดียว
ถ้าภาพมันจะสมูทเหมือนกันหมด ผมรับรองว่าก็ต้องมีคนบอกว่า 
มันแยกไม่ออกว่าไหนคือพม่า ไหนคืออังกฤษ 
 
 
และแม้ว่าเราแทบจะไม่ค่อยเห็นอากัปกิริยาของอองซานซูจีตัวจริงมากนัก
แต่มิเชล โหย่วสามารถทำให้ผมคิดไปได้ว่าผู้หญิงในจอภาพคืออองซานซูจีตัวจริง
และหลงเชื่อไปเลยว่าท่าทีนอบน้อม ความสุภาพ เรียบร้อย สุขุม ของดอว์ซูในเรื่อง
ตรงกับชีวิตจริงของอองซาน 
 
 
ผมแอบนับถือในความรักที่ไมเคิลมีให้กับอองซานซูจี
มันเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจ ความปรารถนาดี และการถวิลหากันอยู่เสมอ
และจนลมหายใจสุดท้ายของไมเคิล ทุกอย่างนั้นก็ไม่ได้หมดไปพร้อมลมหายใจของเขา
 
 
ที่รู้ๆึืึืคือ เรื่องนี้ฟุตเทจน้อยมาก มีอันนึงที่ผมจำได้ คือฉากฟ้าสีแดงๆ 
แล้วฝูงนกบินผ่าน ซึ่งผมมัวแต่ตื่นตากับฟุตเทจอันน้อยนิดที่มี
จนลืมจำไปเลยว่า ภาพนี้จะหมายถึงอะไร ฮ่าๆๆ
 
 
ในฉากที่ดอว์ซูเจอกับไมเคิลเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งคู่ยืนคุยกันที่ระเบียง
ประโยคจบบทสนทนาของดอว์ซูที่ทำให้ผมกลั้นขำไว้ไม่อยู่
'คุณเป็นสามีที่หลงผิดที่สุดในโลก'
พอผมอ่านประโยคนี้ซ้ำ ผมก็โดนหยิกเลย โลกไม่ยุติธรรม 
ผมก็เหมือนไมเคิลน้อยดีๆนี่เอง กระซิกๆ
 
 
วันนี้ไม่รู้เพราะผมมีความสุขกับการบรรลุเป้าหมายการดูหนังเรื่องนี้
หรือเพราะบรรลุที่ได้ดูหนังกับเธอคนนั้น 
แต่องค์ประกอบทั้งสองทำให้ผมแอบเติมคะแนนพิศวาสลงไปให้หนังเรื่องนี้เล็กน้อย
เว็บไหน บอร์ดไหน บล็อกไหนให้คะแนนหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ไม่รู้
โทษฐานที่นี่คือบล็อกของผม ผมขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8 เต็ม 10 ครับ 
 

"The only real prison is fear, and the only real
freedom is freedom from fear."

-Aung San Suu Kyi

 
 
 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet