Commentary

 
(เอางานมาให้อ่านเล่นๆครับ)
 

The Pursuit of Happyness เล่าเรื่องจากเรื่องจริง มีงานยากอยู่ที่ต้องเลือกนำเสนอช่วงเวลาในชีวิตจริงหลายปีแล้วนำมาเล่าใหม่ให้มีความยาวน้อยลง อยู่ในกรอบเวลาแค่ชั่วโมงเศษๆ โดยต้องครอบคลุมเนื้อหาที่มีสาระ ความหมาย และถ่ายทอดความรู้สึกได้ครบถ้วนสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยๆก็เกือบทั้งหมด การนำเสนอภาพแรกของชีวิต คริส การ์ดเนอร์ ที่ปลุกลูกชาย คริสโตเฟอร์ ที่เตียงทำให้รู้สึกไปกับตัวละครว่าครอบครัวนี้เคยมีชีวิตที่ดี เคยมีบ้านที่อบอุ่น เคยมีที่นอนที่หลับสบาย ภาพการดำเนินชีวิตของผู้คนในเมืองทำให้เห็นว่าครอบครัวนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้เกือบสมบูรณ์ เพราะมาสะดุดตาตรงที่เริ่มมีวัฒนธรรมจีนเข้ามา (ย่านสถานรับเลี้ยงเด็ก) นั่นเป็นเพราะว่าด้วยฐานะที่ไม่ได้ดีมากมายทำให้ความสามารถในการใช้จ่ายเงินต่างๆก็ลดทอนตามรายได้ลงไปด้วย และหนังก็เริ่มทำหน้าที่ของมัน แบบเป็นจังหวะจะโคน ด้วยการใช้เทคนิคที่เสมือนการเล่าเรื่องจริงๆ โดยแต่ละช่วงตอน จะเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า ‘นี่คือช่วงหนึ่งในชีวิตผม ช่วงนี้มีชื่อว่า ‘…’ ‘

 
หน้าที่ในส่วนของการเล่าเรื่อง (Narrative) ทำได้ดีเพราะไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกสงสัยในหนัง ไม่ปรากฎความไม่ต่อเนื่อง เรียงลำดับของการเขียนบทแบบ 3 องค์ได้เหมาะสมตั้งแต่เปิดเรื่อง แม้จะค่อยๆเปิดเผยภูมิหลังของตัวละครในช่วงกลางเรื่อง แต่คนดูก็สามารถประติดประต่อเรื่องเองได้ เนื่องจากเป็นเรื่องราวอัตชีวะประวัติของบุคคลจริง เพราะฉะนั้นเรื่องที่เล่าไม่จำเป็นต้องแต่งหรือเมคอะไรขึ้นมา เล่าเรื่องด้วยการใช้เสียงบรรยายเพื่อทำให้ดูเป็นการเล่าเรื่องโดยตัวละครเอง เหมือนเชื่อมโยงตัวละครเข้ากับผู้ชมอย่างใกล้ชิด ราวกับว่าชายคนนึงกำลังนั่งเล่าเรื่องของเขาให้เราฟังอยู่ตรงหน้า การเลือกใช้ประโยคที่แทรกความหมายและความรู้สึกของตัวละครทำให้ผู้ชมคล้อยตามกับความรู้สึกนั้นๆ เช่นในฉากที่คริสและคริสโตเฟอร์เล่นบาสด้วยกัน คริสบอกกับคริสโตเฟอร์ว่าเขาไม่อยากให้ลูกเล่นแต่บาสเกตบอล อยากให้ทำอย่างอื่นที่มีสาระด้วย แต่เมื่อเขาเห็นปฏิกิริยาตอบกลับของคริสโตเฟอร์ เขาถึงนึกได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทุกคนควรมีสิทธิ์ทำอะไรที่ตนเองรักตนเองชอบ เขาไม่อยากประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยกับคริสโตเฟอร์ ทุกความยากลำบากในช่วงชีวิตนั้นของคริสทำให้ในตอนจบของเรื่องเกิดความประทับใจ และภาคภูมิใจราวกับผู้ชมเป็นคริสเสียเอง
 
หน้าที่ในส่วนของการสร้างอารมณ์ให้ผู้ชม (Emotional)- บทภาพยนตร์หนังสร้างความกดดันร่วมระหว่างผู้ชมและคริสด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง และเมื่อโอกาสที่ได้รู้จักกับอาชีพนายหน้าค้าหุ้นเกิดขึ้นพร้อมกับ Sound ที่เริ่มสร้างความหวังให้กับตัวละครให้มีความฝันเพิ่ม เหมือนกับดึงเอาความรู้สึกของผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมในการแอบเชียร์และเฝ้าติดตามความฝันของตัวละครไปด้วย ก่อให้เกิดการติดตามความสำเร็จของคนอื่นอยู่ครู่ใหญ่ สร้างความรู้สึกอยากให้ตัวละครได้ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างนั้นบ้าง ตัวละครถูกเติมความกดดันด้วยการถูกดูถูกจาก ลินดา ผู้เป็นภรรยา แทนที่จะให้กำลังใจ แต่กลับมาทำให้เสียกำลังใจ และเติมความกดดันด้วยความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายที่ล้นมือ และความน่าสงสารของตัวละครก็ทยอยถาโถมมาเรื่อยๆ หนังสร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดกับคนดูอยู่เกือบตลอดทั้งเรื่อง ให้คนดูช่วยลุ้นและช่วยเชียร์ให้คริสผ่านสถานภาพวิกฤตแต่ละอย่างไปได้ ตั้งแต่ลินดาขอแยกทาง บ้านเช่าถูกยึดคืน ห้องเช่าก็ค้างจ่ายต้องหลอกคริสโตเฟอร์ให้นอนในห้องน้ำรถไฟใต้ดิน ต้องไปต่อแถวเข้าพักที่พักฟรีสำหรับคนไร้บ้าน ต้องแบกข้าวของพะรุงพะรังไปทำงานทุกวันเพราะไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง ต้องอดนอนเพื่อท่องตำรา ทุกอย่างแสดงให้เห็นถึงความพยายามของตัวละคร และทำให้เขาได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้ชมไปอย่างท่วมท้น
 
- เทคนิคทางภาพยนตร์หนังไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรพิเศษมากมายเพราะเป็นหนังประเภทดราม่าปมคอมมาดี้ ไม่มีฉากใดต้องใช้เทคนิคพิเศษในการถ่ายทำ แต่หนังก็ไม่ได้จืดชืดจนน่าเบื่อ หรือไร้ความพิเศษไปเสียทั้งหมด การเลือกใช้โทนสีของภาพ ลักษณะและทิศทางของแสงในแต่ละฉากสามารถสื่อได้ถึงความรู้สึกต่างๆในแต่ละตอน เช่น ในฉากที่คริสต้องใช้ไฟทางเดินสีแดงๆเล็กระหว่างที่ซ่อมเครื่องแสกนเนอร์ นั่นอาจสื่อได้ว่า ถึงแม้ความหวังที่มีอาจจะริบหรี่เท่าแสงสว่างจากดวงไฟหลอดเล็กๆนั้นเท่านั้น แต่ความพยายาม ความอดทน และความตั้งใจของคริสยังมีอยู่ ในฉากสุดท้ายหลังจากที่คริสประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว กำลังจูงมือคริสโตเฟอร์เดินอยู่ที่ถนน สีและแสงในภาพสดใสบ่งบอกถึงชีวิตที่ราบรื่นและทุกอย่างกำลังไปได้ดีและชายในชุดสูทสีดำที่คริสเหลียวหลังมองที่แท้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ คริส การ์ดเนอร์ตัวจริง ทั้งนี้ยังรวมถึงการเลือกใช้ขนาดภาพเพื่อสร้างความหมายอีกด้วย เช่น ฉากที่คริสถูกยึดห้องเช่าที่โมเตลคืนแล้ว เขาพาลูกไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน ภาพขนาดกว้างและมีเพียงสองพ่อ-ลูกเท่านั้นในภาพ ให้ความรู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนไม่มีใครหรืออะไรจะช่วยพวกเขาได้เลย
 
- การแสดงทางด้านของ Will Smith คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงเพราะมีผลงานการแสดงมานักต่อนักแล้ว แต่ในด้านการแสดงของ Jaden Smith เป็นที่น่าประทับใจสำหรับผู้ชมในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ และยิ่งโดยเฉพาะหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกในสายวงการบันเทิงของเขา ด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กที่ Jaden มีทำให้ทิศทางในเรื่องของการแสดงตรงกับคาแรคเตอร์ของคริสโตเฟอร์ในเรื่องได้ไม่ยาก ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กในวัยนั้น เช่นคำว่า Fuck แปลว่าอะไร ทำไมพ่อต้องโกหกผู้ชายคนนึงว่าพ่อมีรถทั้งที่รถถูกยึดไปแล้ว Jaden โดดเด่นในเรื่องนี้เพราะเขาเป็นเหมือนแรงผลักดันให้คริสทำทุกอย่างเพื่อให้คริสโตเฟอร์ไม่รู้สึกขาดเหลืออะไร คงต้องยกคะแนนให้ Will Smith ด้วยในฐานะพี่เลี้ยงนักแสดง และตัวละครอีกตัวที่มีบทบาทมาจนค่อนเรื่องที่ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี สำหรับ Thandie Newton ในบทลินดา การแสดงที่ต้องสื่อถึงความผิดหวัง และความกดดันที่ทำให้เธอไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ต่อไปกับคริสได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสีหน้า และแววตาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในฉากที่ลินดาเถียงกับคริสเรื่องที่ว่าใครจะเป็นคนเลี้ยงดูคริสโตเฟอร์ ในฉากนั้นทั้ง Thandie Newton และ Will Smith ต่างต้องแสดงอารมณ์ของแต่ละฝ่าย และในจุดนี้เองที่ทำให้เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะฝ่ายหญิงที่ต้องเป็นฝ่ายดูแลความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวโดยให้ฝ่ายชายเป็นคนรับผิดชอบแต่เรื่องค่าใช้จ่าย ผู้ชายก็สามารถดูแลลูกได้ แม้ว่าในกรณีของคริสจะดูแลได้ไม่ดีมากนักก็ตาม
 
หน้าที่ในส่วนของการการให้สติปัญญา ให้ข้อคิด แรงบันดาลใจ (Intellectual)

- Theme หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมให้ในเรื่องที่ว่า เมื่อเรามีจุดมุ่งหมาย ระหว่างทางอาจจะยากลำบาก แต่ถ้าเราไม่ย่อท้อ ไม่ยอมแพ้ เราก็จะไปถึงจุดมุ่งหมายนั้นได้สำเร็จ

 
-Symbolism ฉากที่คริสโตเฟอร์ทำหุ่นกัปตันอเมริกาหล่นขณะกำลังวิ่งไปขึ้นรถ คริสไม่ให้ลูกกลับไปเก็บเพราะจะทำให้พลาดรถเมล์ สะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งเราต้องเลือกทำอะไรซักอย่างที่สำคัญกว่า แม้ว่าอีกสิ่งที่ไม่ได้ทำหรือต้องพลาดไปจะมีความหมายกับจิตใจ และในฉากวันสอบข้อเขียนของคริส ก็เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ให้ผู้ชม(ถ้าคิดตาม)ไม่มากก็น้อย ความรอบคอบ การตรวจทานเป็นเรื่องจำเป็นในการทำงานหรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวัน อะไรที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้
 
ในส่วนของการสร้างความตื่นตาตื่นใจทางด้านภาพ/ดึงดูดสายตา (Spectacle) หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีความตื่นตาตื่นใจของภาพมากเท่าไหร่ อาจด้วยเพราะประเภทของหนัง ถ้าเป็นอย่างหนังแอคชั่นหรือหนังแฟนตาซีอาจมีภาพที่แปลกตา หรือเทคนิคที่ดึงดูดความสนใจมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้น หนังเลือกใช้มุมภาพ รวมถึงการจัดองค์ประกอบในภาพแบบสมดุลและเหมาะสมตามความถูกต้องของการถ่ายทำภาพยนตร์ ใช้ลักษณะการแทนสายตาของผู้ชมในฐานะผู้เฝ้าติดตามสถานการณ์ทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นผู้เฝ้าติดตามชีวิตของคริสอยู่จริง

 

 

 

The Lady (2012)

posted on 10 Feb 2012 22:50 by bangkokerr  in Commentary
เป็นการดูหนังครั้งแรกของผมและเธอ
และก็เป็นหนังที่ผมประทับใจทั้งตัวหนังและคนที่นั่งข้างๆ : )
 
 

 
 
ในที่สุดผมก็ได้้พาร่างอ้วนๆของผมไปหย่อนบนเบาะหนังกำมะหยี่เพื่อดูหนังเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่ผมสั่งตัวเองไว้ว่าจะไม่ยอมดูจากแผ่นแน่นอน 
 
 
จากการติดตามความเคลื่อนไหวของหนังเรื่องนี้อยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ
ก็คิดว่าสมควรที่จะต้องติดตามผลลัพธ์ของหนังให้รู้แล้วรู้รอดกันไป
แม้จะเพิ่งได้ยินเสียงวิจารณ์จากอาจารย์ในคลาสเมื่อวานซืนถึงเรื่องนี้
แต่จิตใจผมก็เข้มแข็งและเสียงดังกว่าเสียงอาจารย์
 
 
ในหนังเรื่องนี้มันอาจจะดูโน้มเอียงยกยอ ออง ซาน ซูจี ไปเสียหน่อยในสายตารัฐบาลพม่า
แ่ต่ในสายตานักต่อต้านเพื่อประชาธิปไตยทั้งหลายอาจมองว่า
นี่เป็นอีกหนทางที่จะทำให้พม่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่มากก็น้อย
อย่างน้อยๆก็ละอายประเทศอื่นๆกับความมหาอำนาจ เผด็จการ 
และไร้ซึ่งมนุษยธรรม 
 
 
ฉากที่เปิดมาสำหรับผม ตอนแรกทันทีที่ได้ยินเป็นเสียงคำบรรยาย 
มันเหมือนว่า เฮ้ย ! ไม่นะ ไม่เอาหนังอย่างนี้ แต่ทันทีที่หนังนำเราเข้าสู่ฉากสะเืืทือนอารมณ์ปั๊บ
ผมก็พอเข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีบทสนทนาของสองพ่อลูกนั่น
เพราะในเรื่อง นายพลอองซานจากไปเร็วเหลือเกิน
 
 
หนังเล่ารายละเอียดส่วนตัวของ 'ดอว์ซู' ได้ในหลายๆแง่มุม 
ซึ่งคนดูก็คงไม่รู้หรอกว่าครบทุกแง่มุมรึเปล่า แต่มันก็เป็นมุมที่ถูกคัดสรรแล้วว่า
เป็นมุมที่สวยงามที่สุดแล้วจากชีวิตผู้หญิงคนนึง
 
 
ข้อเท็จจริงอย่างนึงที่หนังไม่ได้หลอกลวงหรือสร้างภาพเหนือจริงให้กับตัวดอว์ซู
นั่นคือความจริงที่ว่า การกลับไปพม่าในครั้งนั้น ไม่ใช่เพราะเธอต้องการเอาตัวเอง
เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือมีบทบาทใดทางการเมือง 
แต่คงไม่ใช่เพราะความอยากเป็นแม่พระของคนพม่า
หรืออยากเป็นลูกกตัญญูที่สานต่อเจตนารมย์ของพ่อ 
แต่เพราะเธอนิ่งเฉยไม่ได้กับการถูกเห็นผู้คนถูกเข่นฆ่าเพียงเพราะต้องการ
หลักพื้นฐานของการเป็นมนุษย์บ้างก็เท่านั้น 
 
 
หลายๆประเด็นที่หยิบมานำเสนอในหนังผมว่าตอบโจทย์กับตัวเจ้าของประวัติ
คือ สะท้อนความรู้สึกของตัวละคร รัก โกรธ โศก คิดถึง
และยิ่งความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องอดทน
และสงบเยือกเย็นกับทุกอย่างที่บีบเร้าให้เธอยอมก้าวถอยหลัง
บางสถานการณ์เธอมีคนรอบข้างคอยเป็นตัวหนุนหลัง
แต่บางครั้งเธอก็ต้องเข้มแข็งให้ได้แม้ถูกกักขังให้อยู่คนเดียวในบ้านของตัวเอง
 
 
 
นี่เป็นฉากที่ผมชอบมาก และตั้งใจว่าจะพูดถึงในการเขียนครั้งนี้
คือฉากที่ดอว์ซูเดินเข้าหาปืน 10 กระบอก ด้วยท่าทีที่สงบ และเป็นมิตร
มันเป็นส่วนของเรื่องที่บ่งบอกคนดูชัดเจนว่าสุภาพสตรีท่านนี้ 'กล้าหาญ'
มากพอจะเดินข้ามผ่านความอันตรายเพื่อแสดงเจตนาถึงการเรียกร้องอย่างสันติ
 
 
 
และผมชอบฉากนี้ มันบ่งบอกถึงการทำอะไรแบบสุขุม การมองการณ์ไกล
การค่อยๆตะล่อม หรือทำให้ฝ่ายตรงข้ามซึมซับ หรือเอนเอียงมาทางเราเอง
ผมชอบวิธีการของผู้หญิงคนนี้จริง

 
และอีกหนึ่งฉากสั้นๆที่ทำให้ผมเกิดอารมณ์ร่วมและรู้สึกชื่นชมความเสียสละของอองซาน
คือฉากที่ดอว์ซูตระเวนเดินสาย ถ้าเป็นบ้านเราก็อารมณ์หาเสียง
เธอต้องกินข้าวบนรถ และใช้เวลาอยู่นอกบ้านมากกว่าในบ้าน
ทั้งที่สมาชิกทุกคนอยู่ที่บ้านที่พม่า 
 
 
ในมุมของความเป็นแม่และภรรยา ดอว์ซูดูจะตกหล่นไปบ้างในช่วงที่ติดอยู่ในพม่า
หน้าที่ของแม่ กลายเป็นหน้าที่ของพ่อ ลูกๆต้องปรับตัวให้เข้มแข็งมากขึ้น
สามีทำงานหนักเป็นสองเท่า ทั้งงานอาจารย์ที่มหา'ลัย ทั้งเบื้องหลังการเรียกร้องในแดนไกล
ทุกอย่างบีบบังคับคนในครอบครัวนี้เสียจนก่อนที่ตัวสามีจะตาย 
การพรากสมาชิกในครอบครัว เป็นเรื่องที่บีบคั้นมากสำหรับผม
การไม่ได้อยู่ดูใจคนรักก่อนตายเป็นคนที่สองช่างเป็นเรื่องน่าเศร้า
และเรียกน้ำตาผมให้มาเอ่ออยู่บริเวณขอบตา
 
 
เรื่องของภาพโปรดักชั่นส์ผมไม่ได้เห็นว่าขาดตกบกพร่องตรงไหน
เพราะผู้กำกับอย่าง ลุค เบซอง คงไม่กล้าพลาดในเรื่องเบสิคของหนัง
เพราะหนังเรื่องนี้สำหรับผมน่าจะอยู่ในความสนใจของคนหลายๆกลุ่ม
หลายๆประเทศ 
 
 
การตัดต่ออาจมีการตัดสลับภาพจนอาจทำให้รู้สึกถึงความไม่ต่อเนื่อง 
แต่ถ้าคุณไม่พลาดฉากก่อนหน้านี้ ผมก็ว่าคุณน่าจะดูทุกฉากรู้เรื่อง
และต่อเนื่องกันนะ ถ้ามันจะดูติดขัดไปบ้าง ก็อาจจะเป็นการตัดสลับ
บทสนทนาระหว่างดอว์ซูและไมเคิล นั่นหมายความว่า พม่า-อังกฤษเลยทีเดียว
ถ้าภาพมันจะสมูทเหมือนกันหมด ผมรับรองว่าก็ต้องมีคนบอกว่า 
มันแยกไม่ออกว่าไหนคือพม่า ไหนคืออังกฤษ 
 
 
และแม้ว่าเราแทบจะไม่ค่อยเห็นอากัปกิริยาของอองซานซูจีตัวจริงมากนัก
แต่มิเชล โหย่วสามารถทำให้ผมคิดไปได้ว่าผู้หญิงในจอภาพคืออองซานซูจีตัวจริง
และหลงเชื่อไปเลยว่าท่าทีนอบน้อม ความสุภาพ เรียบร้อย สุขุม ของดอว์ซูในเรื่อง
ตรงกับชีวิตจริงของอองซาน 
 
 
ผมแอบนับถือในความรักที่ไมเคิลมีให้กับอองซานซูจี
มันเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจ ความปรารถนาดี และการถวิลหากันอยู่เสมอ
และจนลมหายใจสุดท้ายของไมเคิล ทุกอย่างนั้นก็ไม่ได้หมดไปพร้อมลมหายใจของเขา
 
 
ที่รู้ๆึืึืคือ เรื่องนี้ฟุตเทจน้อยมาก มีอันนึงที่ผมจำได้ คือฉากฟ้าสีแดงๆ 
แล้วฝูงนกบินผ่าน ซึ่งผมมัวแต่ตื่นตากับฟุตเทจอันน้อยนิดที่มี
จนลืมจำไปเลยว่า ภาพนี้จะหมายถึงอะไร ฮ่าๆๆ
 
 
ในฉากที่ดอว์ซูเจอกับไมเคิลเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งคู่ยืนคุยกันที่ระเบียง
ประโยคจบบทสนทนาของดอว์ซูที่ทำให้ผมกลั้นขำไว้ไม่อยู่
'คุณเป็นสามีที่หลงผิดที่สุดในโลก'
พอผมอ่านประโยคนี้ซ้ำ ผมก็โดนหยิกเลย โลกไม่ยุติธรรม 
ผมก็เหมือนไมเคิลน้อยดีๆนี่เอง กระซิกๆ
 
 
วันนี้ไม่รู้เพราะผมมีความสุขกับการบรรลุเป้าหมายการดูหนังเรื่องนี้
หรือเพราะบรรลุที่ได้ดูหนังกับเธอคนนั้น 
แต่องค์ประกอบทั้งสองทำให้ผมแอบเติมคะแนนพิศวาสลงไปให้หนังเรื่องนี้เล็กน้อย
เว็บไหน บอร์ดไหน บล็อกไหนให้คะแนนหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ไม่รู้
โทษฐานที่นี่คือบล็อกของผม ผมขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8 เต็ม 10 ครับ 
 

"The only real prison is fear, and the only real
freedom is freedom from fear."

-Aung San Suu Kyi

 
 
 

One Day (2011)

posted on 09 Feb 2012 01:14 by bangkokerr  in Commentary
วันนี้เป็นอีกวันที่จัดสรรเวลาให้ตัวเองได้หย่อนก้นลงที่เตียงนุ่มๆ(ของเจ้)แล้วดูหนังซักเรื่อง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากดูมาตั้งแต่ตอนมันเข้าโรง แต่ด้วยภาระ หน้าที่ที่หนักหนา
และเวลาที่มี 24 ชั่วโมงเท่ามนุษย์คนอื่นๆของผมน้อยเกินไป
สุดท้ายหนังเรื่องนี้ก็โบกมือบ๊ายบายลาโรงไปตามเงื่อนเวลาของมัน
 
 
2 เหตุผลที่ทำให้ผมกระสันอยากจะดูหนังเรื่องนี้เสียเหลือเกิน
เป็นเพราะ 1. นางเอก ผู้เป็นที่ชื่นชอบของผมตลอดกาล 'Anne Hathaway'
และพระเอกอย่าง 'Jim Sturgess' ผมไม่บอกว่านักแสดงทั้งสองคนแสดงดี
แต่ผมเป็นคนชอบถูกชะตากับอะไรด้วยสายตา 
เหตุผลที่ 2. คือ อยากดูหนังรัก โรแมนติก กระตุ้นต่อมตัวเองบ้าง
เพราะช่วงที่ผ่านมาถ้าไม่ดูหนังประวัติศาสตร์ ก็ดูหนังเลือดสาด
ไล่ฆ่ากันเหมือนอยู่ในโลกกันแค่สองคน
 
 
 
ผมไม่อยากจะให้ข้อมูลพื้นฐานอะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก
เช่นว่า ผู้กำกับเป็นใคร ดัดแปลงมาจากนวนิยายเล่มไหน อันนั้นคุณไปหาเอาได้ในปู่เกิ้ลนะครับ
 
 
หนังว่าด้วยเรื่องของมิตรภาพระหว่าง 'Emma Morley' และ 'Dexter Mayhew'
ที่คงจะดูแปลกในโลกความเป็นจริง
มิตรภาพของเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน เป็นที่ปรึกษาร้อยแปดปัญหาให้กัน
กินเหล้าด้วยกัน และเคยมีความสัมพันธ์อันล้ำลึกกันมาแล้วบนเตียง
แต่เพราะความเป็นหนุ่มเจ้าสำราญของเด็กซ์เตอร์
และความคิดที่เขาเคยคิดว่าเอ็มม่าเป็นสาวเฉิ่ม
ใส่แว่นหนาเตอะ อ่านบทกวี นวนิยาย อยู่ในโลกของความเพ้อฝัน
ไม่ร่าเริง ไม่สนุกสนานเหมือนชีวิตที่มีสีสัน แสงไฟ และวงการมายา
 
 
แค่มองสายตานางเอกปราดเดียว คนดูก็จะรู้แล้วว่าความรู้สึกของเอ็มม่าที่มีต่อเด็กซ์เตอร์เป็นยังไง
แต่เพราะเธอไม่อยากเอาชีวิตที่จากเดิมก็ไม่ดีอยู่แล้ว(ไม่มีงานประจำ ไม่ได้เริ่มเขียนหนังสือ)
ไปลงทุนเสี่ยงกับท่าทางทีเล่นทีจริงของเด็กซ์เตอร์ 
ในแววตาของเอ็มม่าที่มองเด็กซ์เตอร์ทุกครั้งที่เจอกัน 
มันแฝงไปด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
เธอไม่เคยเป็นมีสิทธิ์อยู่ในฐานะคนรักของเด็กซ์เตอร์ได้เลยซักครั้งที่พวกเค้าเจอกัน
 
 
นิยามคำว่ามิตรภาพของทั้งคู่จึงกำหนดให้วันแรกที่พวกเขาเจอกัน
เป็นวันสำคัญที่ทั้งคู่จะโคจรมาเจอกันอีกครั้ง 
มันไม่ใช่โชคชะตา มันเป็นความตั้งใจของคนสองคน 
เอ็มม่าผู้ซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมากในแต่ละปี 
แตกต่างกับเด็กซ์เตอร์ที่เปลี่ยนผู้หญิงบ่อยยิ่งกว่าเปลี่ยนชุดนอน
 
 
ในทุกคำแนะนำของเอ็มม่าถูกเคลือบไปด้วยความเจ็บปวด 
ที่แม้อยากจะรักผู้ชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
แต่ก็กลัวว่าเขาไม่ได้รักเธอ และกลัวความเป็นตัวเขาจะทำเธอเสียใจ
ผมว่าหนังตั้งใจทำให้เอ็มม่าเก็บอาการไม่อยู่ ดูแล้วโคตรน่าสงสารเลย
 
 
ในขณะที่เด็กซ์เตอร์เอาชีวิตตัวเองเข้าไปในความโลดโผน มีสีสัน 
เอ็มม่ากลับอยู่ในโลกที่เธอไม่ได้ต้องการ อยู่ในที่ๆเธอไม่ต้องการ
และแม้กระทั่งอยู่กับคนที่เธอไม่ต้องการ เพียงเพราะคิดว่าเธอจะ 'เลิกรัก' เขาได้
แต่สัจธรรมอย่างนึงบนโลกใบนี้ คือ ต่อให้เราจะเป็นนักต้มตุ๋น
โกหก หลอกลวงใครได้มากมายขนาดไหน คนหนึ่งคนที่เราไม่สามารถโกหกเขาได้เลย
คือ ตัวเราเอง 
 
 
หนังมันออกโรงไปนานแล้ว เพราะฉะนั้นผมของสปอยล์ว่าหนังไม่ได้จบแบบ Happy Ending 
พระเอก-นางเอกไม่ได้อยู่รักกันจนชั่วกัลปวสาน มีเรื่องน่าเศร้าในตอนท้ายด้วยซ้ำไป
แต่เพราะจังหวะของการดำเนินเรื่องที่ทั้งคู่ได้มาบรรจบกัน 
มันทำให้ผมพอเดาทางออกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ตำำนานรักดอกเหมยแน่นอน
และแล้วมันก็เกิดขึ้น 
 
 
หนังเรื่องนี้ภาพสวยครับ แม้เปิดเรื่องมาแรกๆจะนัวๆหน่อย 
เหมือนตั้งใจจำลองบรรยากาศของคุณภาพฟิล์มแต่ละยุคสมัยอยู่หน่อยๆ
แต่สำหรับหนังรักโรแมนติกแบบนี้ผมว่าสีแบบนี้กำลังดีเลยทีเดียว
มีการเก็บรายละเอียดหลายๆอย่างครบถ้วน จนคนดูไม่รู้สึกติดขัด
หรือตะหงิดใจว่าไอนั่นคืออะไร ไอนี่มาได้ยังไง ทำไมไม่ต่อเนื่อง 
 
 
ผมชอบที่หนังสร้างอารมณ์ร่วมระหว่างคนดูกับตัวละครเยอะๆ
มันทำให้หนัง(โลกสมมติ)ดูไม่ไกลตัวจนเป็นหนังไซ-ไฟอะไรเทือกๆนั้น
 
 
มีอย่างนึงที่ผมแอบอมยิ้มกับหนังเรื่องนี้เล็กน้อย 
คือ ดูตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง ผมไม่เห็นตัวละครในเรื่องกินน้ำเปล่ากันเลย
ถ้าไม่เหล้าก็ไวน์ ถ้าไม่ไวน์ก็แชมเปญ สุดยอดไปเลย !
 
 
ผมว่าหนังเรื่องนี้ให้มุมมองเรื่องนึงที่ชัดมากสำหรับผม
คือ คุณค่าของการรอคอย และการมองข้ามอดีตอันยอดแย่ของคนที่เรารัก
เอ็มม่าและเด็กซ์เตอร์ใช้เวลารอคอยคำตอบให้กับความรู้สึกของแต่ละฝ่ายนานหลายปี
ซึ่งในระหว่างนั้น แต่ละคนก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ไม่ได้อยู่คนเดียว
แต่เมื่อทั้งสองคนให้คำตอบของกันและกัน
เรื่องในอดีตของอีกฝ่ายกลายเป็นเหมือนเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ผมเข้าใจว่านั่นคือสังคมต่างประเทศ มันเรื่องธรรมดา ความรัก เซ็กซ์
แต่ผมว่ามันดีนะ ที่เราไม่ต้องไปเพ่งอดีตของอีกฝ่ายให้มันชัดเจนตลอดเวลา
ทำให้มันเลือนลางและทำปัจจุบันที่เขาอยู่กับเราให้ติดตาเราดีซะกว่า
 
 
ในเรื่องมีตัวละครถึง 2 ตัวที่ไม่ได้อยู่จนฉากสุดท้ายของหนัง
1. คือแม่ของเด็กซ์เตอร์ และ 2. คือเอ็มม่า
แต่หนังไม่จำเป็นต้องแสดงออกกันโต้งๆให้เห็นว่ามีคนตายนะ ตัวละครต้องเสียใจนะ
ไม่มีฉากงานศพ แต่การแสดงออกของตัวละครที่เหลือต่างหาก
ที่ทำให้ผมรับรู้ความรู้สึกของการสูญเสีย 
 
 
ผมประทับใจแทบทุกฉากที่ตัวละครทั้งคู่วนกลับมาเจอกันทุกปี
แม้บางปีจะเป็นปีที่แย่ไปเลยสำหรับอีกฝ่าย
แต่ก็มีอีกหลายๆปีที่ทั้งคู่ได้ทำให้ความอยากดูหนังรักของผมถูกเติมเต็ม 
 
 
เว็บไหน บอร์ดไหน บล็อกไหนให้คะแนนหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ไม่รู้
โทษฐานที่นี่คือบล็อกของผม ผมขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8 เต็ม 10 ครับ 
 
 
Hope your every one day is the greatest days.
 
 
 
 
 
 

Tomboy(2011)

posted on 03 Feb 2012 14:45 by bangkokerr  in Commentary
หลังจากที่ห่างหายจากการดูหนังเป็นเรื่องเป็นราว
(ในกรณีนี้หมายถึงการดูอย่างเด็กเรียนหนัง ที่ไม่ได้ดูเอาแค่สนุก/ประทับใจ)
จากที่เมื่อวันนั้นพาแม่ พี่สาว และก็หลานสาวไปดูเรื่องปัญญาเรณู 
วันนี้หยิบเอาแผ่นเรื่อง Tomboy ขึ้นมาดู เพราะอยากดูมาพัักใหญ่ๆแล้ว
 
 
 
หนังเรื่องนี้เป็นหนังฝรั่งเศส ชื่อตัวละครที่ถูกต้องควรจะอ่านตามภาษาฝรั่งเศส
Laure ซึ่งอ่านว่า 'โลเร' ไม่ใช่ 'ลอร่า' เหมือนที่หลายๆแห่งเขียนชื่อไว้ในคำแนะนำ
ดีนะที่ยังพอจำวิธีการอ่านภาษาฝรั่งเศสได้ลางๆ แม้ผมจะเรียนมัธยมปลายสายศิลป์-ฝรั่งเศส
แต่ตอนนี้ถ้าให้ท่อง A-Z ผมก็หยุดอยู่ที่ตัว E แล้วครับ
 
 
หนังว่าด้วยเรื่องของเด็กหญิงคนนึงเพิ่งย้ายบ้านมาอยู่ในละแวกใหม่
เหมือนเดินเข้าสู่ดินแดนใหม่ ดินแดนที่ยังไม่รู้จักใคร
มิตรภาพทั้งหมด เธอต้องเป็นคนสร้างขึ้นมาใหม่ 
แต่เธอสร้างทั้งหมดในนามของ 'เขา'
 
 
ในเรื่อง โลเร ไม่ได้บอกใครด้วยซ้ำว่าเธอเป็นเด็กผู้ชาย
เพียงแต่เธอทำทุกอย่าง ตั้งแต่บอกชื่ือที่คล้ายผู้ชาย
ถอดเสื้อเตะฟุตบอล ใส่กางเกงในตัวเดียวว่ายน้ำกับเพื่อนๆ
จนทุกคนเข้าใจไปกันเองว่า เธอเป็นเด็กผู้ชาย
ในทางทฤษฎี ผมไม่ได้มองว่าผิดนะ พูดอย่างหยาบๆ คือ ก็พวกคุณเ้ข้าใจกันไปเอง
ไม่มีคำไหนจากปากเธอเลยด้วยซ้ำ นั่นแปลว่า 'เธอไม่ได้โกหก'
 
 
คนที่ดูจะเข้าใจในตัวโลเรมากที่สุดในเรื่อง เห็นทีจะเป็นน้องสาวแสนน่ารัก 'Jeanne' (ฌอน)
แม้จะมีความทะโมนและเข้มแข็งอัดแน่นอยู่ในตัวของโลเร 
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เธอลืมอีกมุมนึงที่เธอควรจะเป็น
ราวกับว่าเธอแยกโลกสองโลกออกจากกัน
แต่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสองโลกได้อย่างสมดุล
เธอไม่ลืมหน้าที่พี่ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมความต้องการของตัวเอง
 
 
อาจเป็นเพราะคำพูดของ 'Lisa' (ลิซ่า) ในวันแรกที่เจอกันด้วยซ้ำที่ทำให้โลเรเลือกที่จะเป็น 'Michael' (มิคาเอล) ในสายตาเพื่อนๆ 
ในฉากที่เป็นครั้งแรกที่โลเรพบเพื่อนใหม่ พวกเขาเล่นเกมอะไรซักอย่าง
ที่ไม่คล้ายตี่จับ แปะแข็ง หรือวิ่งเปรี๊ยวแบบบ้านเรา 
ลิซ่ากระซิบโลเรเบาๆว่าจะล้มบอลให้โลเรชนะไป เพื่อนๆจะได้ชอบเธอ
เพราะฉะนั้นในกลุ่มเด็กๆที่มีเด็กผู้ชายมากกว่าครึ่ง
การถูกยอมรับนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครอยากรู้สึกเป็นติ่ง หรือเป็นส่วนเกิน
โลเรเลยพยายามที่จะเป็นส่วนหนึ่งในนั้นอยากกลมกลืน
 
 
หนังไม่ได้ดราม่าทำให้โลเรน่าสงสารจนเรียกน้ำตาคนดูได้
ถ้าในมุมของคนที่เข้าใจ มันอาจจะไปสะกิดติ่งอะไรเล็กๆในใจคุณได้
แต่สำหรับคนที่มองว่ามันเป็นเรื่องไม่ปกติ อันนั้นมันก็ห้ามกันไม่ได้ครับ
และมันก็อาจทำให้คุณมองผู้หญิงอีกหลายๆคนที่คุณนิยามว่า 'ไม่ปกติ'
ไปในทางที่ยิ่งติดลบมากขึ้น
 
 
ผมประทับใจฉากที่โลเรถูกลิซ่าจูงเดินเข้าไปในป่า แล้วลิซ่าก็ชิงจูบโลเรก่อน
(ถ้าจะหาว่าโลเรตอแหล ก็ต้องว่าลิซ่าด้วยที่แก่แดด)
นั่นเ็ป็นต้นฉากที่ผมประทับใจเฉยๆ ก็แค่อยากพูดถึงเท่านั้น
 
 
ที่ผมประทับใจ คือ หลังจากสองคนออกมาจากป่า 
ปรากฎว่าฌอนถูกเพื่อนคนนึงของโลเรผลักจนล้ม โทษฐานที่รำคาญ
ทันทีที่โลเรรู้ว่าน้องถูกรังแก เธอลุกขึ้นไปจัดการกับเด็กผู้ชายคนนั้น
ปลุกปล้ำกันอยู่นานสองนาน ท้ายที่สุด โลเรก็เป็นผู้ชนะ
 
 
ผมไม่ได้จะบอกว่าโลเรสู้เก่ง หรือสามารถเอาชนะเด็กผู้ชายได้
ผมไม่ได้สนับสนุนการใช้กำลัง ผมยังเคยพูดอยู่ร่ำๆไปด้วยซ้ำ
ว่า 'คนที่ชอบใช้กำลังแก้ไขปัญหา เป็นบุคคลที่โชคดีที่เค้ามีพละกำลัง แต่กลับโชคร้ายที่เค้าไม่มีสมอง'
ประเด็นที่ผมต้องการจะบอกคือ ถึงโลเรจะเป็นเด็กผู้หญิง แต่เธอทำหน้าที่ได้มากกว่าพี่สาว
ที่เล่นขายของ/แต่งตัวตุ๊กตากับน้อง เธออาจทำหน้าที่พี่ชายได้ดีกว่าเด็กผู้ชายบางคนด้วยซ้ำ
 
 
เว็บไหน บอร์ดไหน บล็อกไหนให้คะแนนหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ไม่รู้
โทษฐานที่นี่คือบล็อกของผม ผมขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้ 8 เต็ม 10 
 
 
บางคนดูหนังเพื่อมองหาฉากสวยๆ ตัวละครเท่ๆ หรือประโยคกินใจจากหนัง
จริงๆหน้าที่ของหนังมีอยู่ 4 อย่าง คือ
1. เล่าเรื่อง (Narrative Function)
2. สร้างอารมณ์ (Emotional Function)
3. สร้างความตื่นตาตื่นใจ (Spectacle Function)
4. ให้แง่คิด (Intellectual Media Function)
สำหรับผม ถ้าหนัง 1 เรื่องให้อะไรที่อยู่ใน 4 ข้อนี้ นั่นก็จัดว่าเป็นหนังแล้ว
หนัง 1 เรื่อง ไม่ต้องทำหน้าที่ทั้ง 4 หน้าที่พร้อมกัน
หนังสยองขวัญคงไม่ต้องมาให้ความรู้เรื่องเส้นเลือดใหญ่อยู่ตรงไหน เส้นเลือดฝอยอยู่ตรงไหน
ถ้าหนัง 1 เรื่องไม่ได้ให้อะไรเลยใน 4 ข้อนี้ นั่นก็อาจจะไม่ใช่หนัง
(นั่นคือในความคิดผมนะ ความคิดคนอื่นผมไม่รู้)
 
 
ที่ต้องพูดอย่างในวงเล็บ ก็เพราะมันเป็นวลีที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริงมันมี
มันเป็นวลีออกตัวว่า ความคิดเราจะถูกหรือไม่ถูก เราไม่รู้ มันถูกในแบบของเรา 
ถ้ามีความคิดอื่น ที่แตกต่าง หรือตรงกันข้าม นั่นก็ความคิดคนอื่น ไม่ใช่ความคิดเราหนิ
อย่าเอามาตรฐานเดียวกันมาใช้ตัดสินว่าความคิดของใครถูกหรือผิด
 
 
"เราอ่านความคิดคนอื่นไม่ได้หนิครับ จริงไม๊ ?"
 
 
 

โฮ้ย ! เมื่อคืนกว่าจะนอนก็ตี 3 เข้าไปแล้ว โชคดีว่าวันนี้สอบบ่าย 2
มีเวลานอนถมเถ พยายามทำความเข้าใจกับ
'Introduction to Communication Research' อยู่ค่อนคืนก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
(จะไปสำเร็จได้ยังไงก็เล่นไปสัมมะหราฮ้าเฮ้กันสหายสวนนันมาก่อนหน้านี้นี่ เมา!)     
ถอดใจปิดหน้าจอคอมไปตั้งแต่เที่ยงคืน แต่กว่าจะนอนจริงๆก็นู่นตี3
มัวแต่งุกงิกๆทำอะไรอยู่ในห้องไม่รู้ อ่อ แต่ที่รู้ๆลงไปตักข้าวขึ้นมากินตอนเที่ยงคืน เยี่ยม !!


ตื่นเช้ามาก็ยังงอแงกับตัวเอง กว่าจะหยุดกดปุ่ม Snooze ในโทรศัพท์ได้ก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมง
หงึกๆหงักๆกับสไลด์ที่ต้องอ่านสอบอีกเกือบชั่วโมง ก่อนจะทวนเอาแต่อะไรสำคัญๆ
เอาแบบแม่นๆไปเลยเท่าที่ได้ จะไม่มีการไป "อ๊ะ คุ้นๆนะ" ในห้องสอบเด็ดขาด !
และก็อาบน้ำ แต่งตัว ออกจากบ้านไปเผชิญชะตากรรมในห้อง R421
โฮะๆ เข้าก็สาย ออกก็ไว อายเพื่อนแซวแต่ก็จำใจลุกส่งข้อสอบเป็นคนที่ 2
ไม่ได้ทำได้เทพเทิพอะไรอย่างที่เพื่อนแซวกันหรอก ไม่ได้ไปซุ่มติวมาจากสำนักไหน
แต่ข้อไหนที่ผมทำไม่ได้ ผมจะเลือกข้อที่มีความน่าจะเป็นมากที่สุดแล้วผ่านเลย
ไม่เสียเวลาจมนั่งคิดเข้าข้างตัวเองว่า "เห้ย กูจำได้ลางๆ ขอคิดก่อน" ไม่มี
ก็ไม่รู้ว่าคะแนนจะออกมาชัดเจนหรือลางๆก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ ๆ


วันนี้ผมมีนัดดูหนังกับเค้า ก็คุยเรื่องเวลาอะไรก่อนเข้าห้องสอบเรียบร้อย
พอผมออกจากห้องสอบ โทรหาเค้า ก็ได้ความว่ารออยู่หน้ามหา'ลัยแล้ว
ไม่ได้เจอกันไม่กี่ชั่วโมงทำไมรู้สึกเหมือนเค้าดำขึ้น ฮ่าๆๆ ๆ
วันนี้ในโปรแกรมหนังที่จะเลือกกันมีอยู่ 2-3 เรื่อง
-Narnia
-The Social Network
และอะไรอีกอันไม่รู้ จำไม่ได้ ปรากฎว่าก็ได้ดู Narnia III
จริงๆแล้วนาร์เนียเป็นหนังแฟนตาซีอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆเลยนะ
ชอบขนาดที่บทพูดภาคแรกผมแทบจะจำได้เกือบทุกประโยค (Soundtrack นะฮะ)
แต่กับภาคนี้แอบผิดหวังเล็กน้อย(ไม่อยากบอกว่าผิดหวังมาก เพราะเป็นหนังเรื่องโปรด
เครดิตเดิมยังดีอยู่) กับเรื่องของพลอตและความสดใหม่ของมุขของหนังแฟนตาซีที่คาดหวัง
หรือคำนี้จะใช้ได้กับทุกเรื่องจริงๆนะ "ไม่คาดหวัง ไม่ผิดหวัง"
คือ ผมจะขออนุญาตไม่สปอยล์เนื้อเรื่องให้ทราบแต่จะขอวิจารณ์ในแง่ขอคนชมนะครับ


จริงๆแล้วหนังภาคต่อมีความเสี่ยงสูงมากกับคำวิพากย์วิจารณ์ต่างๆนานา
โดยเฉพาะหนังที่เคยทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากภาคแรกและภาคสอง
มันมีความเปรียบต่างอย่างชัดเจน และความกดดันสำหรับทีมผู้สร้างเองอยู่แล้วว่า
"เห้ย ทำภาคต่อ แม่งต้องไม่โหลยโท่ยกว่าภาคแรกนะ ของเค้าทำมาดีๆอยู่แล้ว"
แต่มันก็ยังหนีไม่พ้น และนาร์เนียภาคนี้ก็ดันเล่นเอาไอจุดเสี่ยงตรงเนี๊ยะมาแบอ้าให้ผมดู
เรื่องของพลอตจริงๆผมก็ควรจะต้องทำความเข้าใจว่าโดยเนื้อเรื่องของเรื่องนี้
มันคือการที่ตัวละครหลักเข้าไปอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์(ซึ่งคือคนละเรื่องกับ Alice in Wonderland ฮ่าๆๆ ๆ)
แต่วิธีที่เค้าลากตัวละครเข้าไปในโลกของนาร์เนียสำหรับภาคนี้ผมไม่มีคำบรรยาย ขอส่ายหน้าอย่างเดียว
แหม่ ! จริงๆก็คันปากอยากจะเล่าเนื้อเรื่องนะ เพราะมันโยงกับเรื่องที่จะพูดถึง
แต่อย่าเลย เดี๋ยวคนที่ยังไม่ได้ดูจะมาโวยวายผมเปล่าๆ จะพยายามเลียบๆเคียงๆไปก็แล้วกัน


เอ่อ.. .ในภาคนี้มีอะไรให้ผมแอบลุ้นอยู่หลายจุด แต่ ! ไอจุดที่ผมลุ้นกลับไม่มีอะไร
ไอจุดที่ผมไม่ได้คาดคิด กลับมี ! (อันนี้ถือเป็นข้อดีไป ผมชอบนะหนังที่ทำให้คนดูรู้สึกคาดไม่ถึงเนี่ย)
หนังดำเนินเรื่อยๆเลยครับ เหมือนเล่น Diablo แล้วก็ต้องผ่านไปทีละเควส
แก้ปมนั้นเสร็จต้องไปแก้ปมต่อไป ซึ่งสำหรับผม ผมดันคาดหวังกับอะไรที่มันตื่นตาตื่นใจมากกว่านี้ไง
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเทคนิคตระการตา หรือฉากเสื้อผ้าหน้าผมอลังการ
เรื่องนั้นผมไม่สน ต่อให้มีตาแก่สองคนนั่งบนเก้าอี้โยกแล้วพูดกันคนละเรื่อง
แต่ตอนจบมารู้ว่ามันคือเรื่องเดียวกันและเกี่ยวโยงกันอย่างคาดไม่ถึง ผมว่าก็ยังโอเค
'ความคาดไม่ถึง' คงเป็นสิ่งที่ผมคาดหวัง(มากไป)จากหนังเรื่องนี้
ผมรู้สึกเหมือนว่าทีมผู้สร้างนาร์เนียกำลังจะพยายามทำให้ตัวหนังเองเป็นหนังที่มีภาคต่อเยอะๆ
เหมือน Harry Potter (ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่อยู่ในลิสต์ผมอย่างไม่มีเหตุผล เพียงแค่เคยรับชมเท่านั้น)
แต่ Harry Potter ผมว่าเค้ามีโครงเรื่องที่ยาวพอจะทำภาคต่อได้แบบอภิมหายืดเยื้อ
J.K Rowling อาจจะทะลึ่งเขียนขึ้นมาเป็นเล่มพิเศษ เหมือนที่ล่าสุดมีภาคติ่งออกมา
แต่ดูภาคนี้ของนาร์เนียแล้วรู้สึกว่านาร์เนียหมดมุขแล้ว
และเผลอๆก็เริ่มจะก๊อปมุขหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับโจรสลัดอีกเรื่องด้วยซ้ำไป
จริงๆถ้าจบนาร์เนียภาคนี้แล้วไม่มีภาคต่อผมว่าคนดูก็ไม่ใส่ใจนะว่าแล้วปีเตอร์กับซูซานจะเป็นยังไง
เพราะหนังไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้ติดตามตอนต่อไปเลย
อาจจะอยากให้คนดูเข้าไปนั่งลุ้นเอาสำหรับภาคต่อไปก็เป็นได้ ถ้ามองโลกในแง่ดี :)


ผมไม่รู้ว่าจะมีนาร์เนียอีกกี่ภาค แต่ถ้าภาคต่อไปยังเป็นประมาณนี้อีก
ผมอาจจะต้องกำกับไว้ในลิสต์หนังรายการโปรดว่าหนึ่งในนั้นมีนาร์เนีย
แต่แค่ภาคแรกและภาคสองเท่านั้น :P


วันหยุดปีใหม่นี้ถ้าเค้าไม่มีงานเล่นที่ไหนก็ตั้งใจว่าจะไปเที่ยวกัน
จริงๆในแผนมันมีผมคนเดียวนะที่จะไปเชียงใหม่
แต่แผนเปลี่ยนตรงที่ผมกลัวว่าจะไม่มีรถกลับมาทันส่งงานให้ลูกค้าวันที่ 2
ซึ่งคือผมต้องกลับถึงกรุงเทพวันที่ 1 ก็แม่คุณจะบินไปปากีสถานวันที่ 3
เดือดร้อนวันหยุดกูนะเนี่ยมึงรู้หมายยย ?
แผนเปลี่ยนเป็นมีผู้ร่วมเดินทางด้วยอีก 1 ชีวิต
เปลี่ยน location แบบคนละขั้ว จากจะไปเหนือ เค้าเล่นจะลงใต้
คาดว่าจะไปรีสอร์ทเพื่อนเค้าที่ จ.นครศรีธรรมราช งานนี้ผมจะพกกล้องคอมแพคตัวเดียว
ไม่น่าจะได้รูปอะไรมากมาย เพราะนี่จะเป็นการไปพักผ่อนจริงๆครั้งแรกในรอบปีของคนสองคน
ถ้าได้ไป จะเอารูปบรรยากาศคร่าวๆมาแบ่งปันนะครับ

***แผนเปลี่ยนตอนตี 1 ครึ่ง ตกลงว่าไป 'สมุย'

เค้าจะไปช่วยวงพี่เล่นที่นู่น ก็เที่ยว+Countdown ที่นู่นเลย ก็ดีนะ สมุย :D

 

 


ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับ :)


          "จงยินยอมให้คนรักเก่าของคุณเอาความรักของเขา/หล่อนคืนไป
แต่อย่ายินยอมให้ใครคนนั้นเอาความเป็นตัวตน ความมีชีวิตชีวา
หรือความร่าเริงสดใสในตัวคุณไปด้วย
มันเป็นของคุณและขอให้มันจงอยู่กับคุณตลอดไป"
 
 
Bangkoker C.

Commentary ; Afghan Star Documentary Film

posted on 18 Sep 2010 03:26 by bangkokerr  in Commentary

            

              วันนี้เพิ่งรู้ว่าตัวเองได้รับมอบหมายงานจากสายวิชาที่เรียนว่าให้เขียนรายงานเกี่ยวกับหนังจากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่จัดโดย  คณะนิเทศฯ จุฬาฯที่ผ่านไปแล้วเมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 11-12 กันยาผ่านมา โดยเรื่องที่ได้ดูเนื้อหาเต็มๆคือเรื่องที่จะพูดถึงในรายงานชิ้นนี้ กับหนังสารคดีเรื่อง

 

                                                          'Afghan Star'

             วินาทีแรกที่หย่อนก้นลงบนเบาะของโรงฉายหนังก็ตะลึงงันไปกัน Sub Title ภาษาอังกฤษบวกกับภาษาแบบอัฟกันและหน้าตาอันดุดันของคนชนชาตินี้ วินาทีต่อมาใช้สมองก้อนเท่าเม็ดถั่วพยายามทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องและภาษาอังกฤษ จนพอเข้าใจว่านี่เป็นหนังสารคดีที่พูดถึงรายการบันเทิงคดีรายการหนึ่งชื่อว่า Afghan Star อารมณ์เดียวกับ Academy Fantasia, The Star บ้านเรานั่นแหละ  มันคือเกมส์โชว์ประเภทที่จัดการแข่งขันเหมือนนางงามลูกโป่งตามงานวัดสมัยก่อนที่ว่าบ้านไหน ใครรวยมีปัญญาซื้อลูกโป่งไปให้หน้าเวทีเยอะที่สุด นางงาม(ที่อาจจะไม่ได้งามจริงๆ)ก็จะชนะรางวัลไป ซึ่งรางวัลที่ว่าก็ไม่รู้ว่าคุ้มกับค่าลูกโป่งรึเปล่าด้วยนะ

 

            หนังว่าด้วยเรื่องของผู้เข้าแข่งขันชาย-หญิงที่พยายามไขว่คว้าหาโอกาสในการเป็นซุปเปอร์สตาร์ รวมถึงเรื่องของวัฒนธรรมของเชื้อชาติและศาสนา โดยอิทธิพลจากรายการการแข่งขันนี้ มีแรงดึงดูดตั้งแต่ครอบครัวที่พร้อมใจกับเป็นแฟนคลับให้ผู้เข้าแข่งขันชายคนหนึ่งทั้งครอบครัว รายการเป็นที่สนใจและได้รับความนิยมตั้งแต่เด็กเล็กๆจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ บรรยากาศในเมืองเรียกได้ว่าแทบจะหยุดนิ่งเมื่อรายการออกอากาศ ทีมงานช่วยกันโปรโมทผู้เข้าแข่งขันผ่านสื่อทางเสียงและการปิดประกาศ ทุกอย่างดูสวนทางกับสภาพความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ขณะที่คนในประเทศเขายังเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะบนถนน คนอย่างผู้เข้าแข่งขันชายหนึ่งคนกลับใส่สูทหรูหรา เดินอยู่บนถนนสายเดียวกัน

 

             ในแง่ของวัฒนธรรม สำหรับผู้ชายค่อนว่าจะไม่ค่อยมีกฎระเบียบข้อบังคับอะไรเด่นชัดนัก แต่สำหรับผู้หญิง ทุกคนจะต้องสวมผ้าโพกหัวไม่เปิดเผยส่วนผมให้ผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีหรือลูกเห็น และห้ามให้แสดงออกในเรื่องของการเต้นประกอบจังหวะ และในหนังเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นความเคร่งครัดในเรื่องของศาสนาและธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อผู้เข้าแข่งขันหญิงคนหนึ่งทราบผลประกาศว่าตนเองตกรอบและประชดความพ่ายแพ้ของตัวเองด้วยการถอดผ้าคลุมผมและร้องพร้อมกับเต้นกับบทเพลงสุดท้ายของเธอสำหรับเวทีการแข่งขันนี้ ! เท่ากับว่าเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้ายดีๆนี่เอง คนในเมืองพากันวิพากย์วิจารณ์เธอต่างๆนานา จนเธอต้องหนีจากเมืองที่อยู่ นั่งเครื่องกลับไปเมืองที่ครอบครัวเธออยู่ซึ่งเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเคร่งศาสนามาก แต่ครอบครัวมันเข้าใจ น้ำตาจะไหลตอนเธอกลับไป แอบซึ้งนิดนึงตรงที่ว่าต่อให้ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ทำผิดพลาดอะไรร้ายแรงแค่ไหน ครอบครัวจะเป็นแบคอัพที่ดีให้เสมอ การกระทำของเธอบนเวทีวันนั้นอาจจะเป็นแค่เพียงการประชดด้วยอารมณ์ขุ่นเคืองจากความผิดหวัง หรือจะเป็นสัญญาณบอกกับประชาคมโลกที่นับถือศาสนาเดียวกันกับเธอว่าสตรีเพศควรมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกเท่าเทียมกับบุรุษเพศในโลกที่วิวัฒนาการขึ้นทุกวัน แต่ศาสนาของเธอยังคงยืนกรานว่าแม้โลกจะก้าวข้ามไปข้างหน้าซักแค่ไหน ก็ไม่จำเป็นว่าศาสนาของพวกเขาจะต้องปรับตัวให้ทันตามกระแสโลก

 

             และด้วยว่าในอัฟกานิสถานคงไม่ค่อยมีรายการบันเทิงแบบนี้ให้ได้ชมบ่อยนัก เพราะคาดว่าคงใช้งบประมาณเยอะทีเดียวสำหรับจะจัดรายการประเภทนี้ในประเทศอย่างนั้น พอมีรายการแบบนี้ทีนึงผู้ติดตามชมรายการก็มากเป็นพิเศษ ถึงขนาดที่บางบ้านเอาแบตเตอร์รี่สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้ามาใช้บริการชาร์ตแบตสำหรับรอชมรายการสำคัญ แฟนคลับบางคนถึงขั้นขายรถเพื่อนำเงินไปซื้อซิมโทรศัพท์ที่ใช้สำหรับส่ง SMS โหวตให้ผู้เข้าแข่งขัน! เป็นการส่งแรงเชียร์ที่ลงทุนมากเลยทีเดียว จะว่าคนบ้านเขาด้อยการศึกษาก็ไม่ได้เพราะคนบ้านเราก็ยังทำกันอยู่เลย ตราบใดที่ยังมีรายการบันเทิงเชิงไม่สร้างสรรค์เช่นนี้ ระบบทีวีไทยและประเทศอื่นที่นิยมรายการประเภทนี้ก็จะกอบโกยรายได้กันไปเป็นกอบเป็นกำ

 

             ภาพของผู้ชนะการแข่งขันในตอนจบไม่ได้สลักสำคัญอะไรในความรู้สึก แต่ภาพแต่ละวินาทีที่เสี่ยงตายของผู้เข้าแข่งขันหญิงคนนั้นต่างหากที่ทำให้หัวใจดวงนี้เต้นไม่เป็นจังหวะ และคาดเดาหรือหา ‘ความน่าจะเป็น’ ไม่ได้เลยจริงๆ และนิคคิดว่านี่คงเป็นจุดที่ผู้สร้างอยากให้คนดูมีอารมณ์ร่วมด้วยมากที่สุด ถ้าใช่จุดนี้นิคก็ว่าหนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จแล้วอย่างน้อยๆก็กับนิคคนนึงแล้ว.. .