Diary

'ยาตกเบ็ด' เป็นยาสามัญประจำบ้านผม คุณลักษณะเป็นดังนี้
'ขวดขาวพลาสติก สติ๊กเกอร์สีส้ม รูปคนนั่งตกปลา ภาษาจีนยั๊วเยี๊ยะ
แก้ท้องเสียดีชะงัด เม็ดกลมๆเหมือนยาลูกกลอน กลิ่นหลอนๆเหมือนร้านยาจีน
ไล่ลมได้หมดไส้หมดพุง ปู้ด ป้าด พรูดดด พรูดดดด'
 


ประสบการณ์อินสตราแกม

posted on 10 May 2012 00:08 by bangkokerr  in Diary
เมื่อคืน Instagram ผมฮิตฮอตมากๆในช่วงตี 2-4
แถมยังฮิตฮอตในระดับสากล เท่าที่สำรวจส่วนมากเป็นชาย-หญิงชาว Norway
ประเภทโชว์กระเจี๊ยวยังมีเลย โฮ่ว !

หยีมนุษย์เงินเดือน

posted on 09 May 2012 12:09 by bangkokerr  in Diary
แอบหยีมนุษย์เงินเดือนอยู่ในใจ ทำไมต้องนอนไว ทำไมต้องตื่นเช้า
ทำไมต้องกินข้าวเที่ยงเป็นเวลา ทำไมต้องใส่ชุดทำงานทำไมเถียงเจ้านายไม่ได้
ทำไมทำทั้งหมดนั่นก็แล้วก็ดูเหมือนจะยังไม่มีความสุขกับการทำงาน
ขอให้ผมพาตัวเองไปพ้นจากจุดนั้นด้วยเถิด งานหนักไม่เกี่ยง งานดัดจริตไม่ทำ
(เหมือนเลือกได้เล๊ย)
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมวางมือจากระบบแอดมิดชั่น
(ที่สมัยนั้นยังกระซั่วกันอยู่ทั้งคนคิดระบบ และคนในระบบ)
ผมเข้าสอบวิชาที่จำเป็นและคิดว่าตัวเองน่าจะทำคะแนนได้ดี
ระหว่างที่ผลคะแนนยังไม่ออก ผมพาตัวเองออกมาหาช่องทางที่แน่นอนกว่า
ด้วยการสมัครสอบตรงกับ 3 มหาลัย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีพจรลงเท้ากันเป็นว่าเล่น
สอบข้อเขียนเอย สอบสัมภาษณ์เอย ตรวจร่างกายเอง
จนในที่สุดผลคือ ทั้ง 3 มหา'ลัยยินดีรับผมเข้าเรียนต่อ
แล้วผมก็ไม่เคยมองกลับไปหาคะแนน O-Net/A-Net อีกเลย
ผลแอดมิดชั่นกำลังออก แต่อย่าลืมว่านั่นไม่ใช่ทางออกสุดท้าย
เป็นกำลังใจให้ว่าที่นักศึกษาทุกคนครับ
บางครั้งที่เราไม่สามารถแก้ปัญหา หรือทำใจยอมรับที่จะอยู่กับมันได้
เราก็อยากจะหนีมันไปให้ไกล ถ้ามันเป็นปัญหาภายนอก ผมว่ามันก็ดีนะ
ถึงมันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ถ้าเหตุนั้นทำให้เราได้เจออะไรใหม่ๆ
เจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เจอโลกใหม่ๆ จะดีหรือร้ายก็ไม่รู้ เพียงแต่ไม่ใช่แบบเดิมแล้ว
แต่ถ้าเป็นปัญหาภายใน ต่อให้เราหนีไปไกลแค่ไหน
เราก็แบกมันติดตัวไปด้วยอยู่ดี น่าเสียดาย ที่ความรู้สึกกับความทรงจำไม่เหมือนสิ่งของที่ใครบางคนทิ้งไว้
เราจะโยนมันทิ้งไป หรือเอาไปคืนเจ้าตัวก็ได้ แต่ความรู้สึกกับความทรงจำ
ต่อให้เราอยากโยนมันทิ้งแค่ไหน ก็ยิ่งเหมือนเรายิ่งเพ่งกับความรู้สึก/ความทรงจำเหล่านั้น
ยิ่งไปให้ความสนใจกับอะไรพวกนั้น ไม่มีใครห้ามเราได้ แม้แต่ตัวเราเอง ถ้าอ่อนแอ
วันเวลาทำให้ทุกๆอย่างเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ โลกหมุนอยู่ทุกวินาที
ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างเงียบๆ แต่เรากลับมองว่ามันหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว
ไม่เปลี่ยนแปลง เราเดินมาจนถึงวันนี้แล้ว เราพบเจออะไรใหม่ๆก็มากแล้ว
ผิดไม๊ที่เรายังเก็บอะไรที่เป็นความลับไว้ข้างใน ทั้งที่เราเองก็ไม่รู้ว่าเก็บไว้เพราะอะไร
ไม่ได้ต้องการย้อนเวลา หรืออยากให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เราระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากคนที่รักกัน 
ทั้งหมดนั้น มันเพราะไม่มีความรักเหลืออยู่แล้วต่างหาก 
แต่เราเก็บมันไว้ เพราะมันเป็นช่วงเวลาดีๆช่วงนึงของชีวิต
ไม่อยากให้คนข้างกายรู้ว่าเรายังมีอดีตอยู่กับปัจจุบัน มันไม่ได้แว๊บเข้ามาบ่อยๆ
แต่ทุกครั้งที่มันแว๊บเข้ามา โลกทั้งใบของเรามันกลายเป็นสีเทาเลยใช่ไม๊ ?
ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่ถ้าคุณเข้าใจ โลกของเราก็ยังมีทุกสีเหมือนเดิม
ถ้ามันทำให้ใครอีกคนรู้สึกแย่ รวมทั้งตัวเราเอง เราติ๊ต่างว่ามันเป็นขวดน้ำซักใบ
ที่เราโยนทิ้งขยะไป แล้วมันจะไปถูกรีไซเคิลเ็ป็นอะไร ไปที่ไหน ก็เรื่องของมันดีไม๊ ?
 
 
ขอให้วันนี้เรามีแต่ปัจจุบัน 
 

นิทานไม่อวสาน

posted on 26 Apr 2012 17:09 by bangkokerr  in Diary
ชีวิตผมมีนิทานอยู่เรื่องนึง ที่ใช้เวลาเล่า 2 ปียังไม่มีตอนจบเสียที
เจ้าหญิง กับ เจ้าชายยืนทึ่มอยู่เฉยๆอย่างนั้นมานานมากแล้ว
น่าเห็นใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ Abstract จริงๆนิทานเรื่องนี้
แม้ยังไม่มีข้อสรุป แต่นิทานเรื่องนี้ก็สอนให้รู้ว่าตราบใดที่ยังมีสิ่งติดค้าง
ก็เหมือนเลี้ยงพยาธิไว้ในลำไส้ มันจะเติบโตขึ้นทุกวันๆ หยึย !
 
ท่อนนี้ของเพลง ทำผมเสียน้ำตาได้ทุกครั้ง มันคงจะจริง ผมอาจจะเป็นคนที่บกพร่องเอง

I heard
That your dreams came true.
Guess she gave you things
I didn't give to you.
 
นานแค่ไหนผมก็คิดถึงคุณ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งที่เราก็แทบจะต่างคนต่างมีชีวิตอยู่กันอยู่แล้ว
ผมจำได้ทุกรายละเอียดทั้งที่มันทำร้ายผมทุกครั้งที่คิดขึ้นมา
สั่งตัวเองให้ลืมไม่เคยได้ แต่ก็ไม่เคยสั่งให้ตัวเองจำเลยซักครั้ง

ลมเหม็นบนรถเหลือง

posted on 23 Apr 2012 00:16 by bangkokerr  in Diary
แยกรัชโยธินมันมีพลังงานบางอย่างซ่อนอยู่แน่ๆ นั่งแท๊กซี่ผ่านหลายครั้ง
คนขับปล่อยพลังลมปราณ ณ จุดนั้น 3 ครั้งแล้ว
ครั้งนี้หนักหนาเหม็นยาวถึงเกษตร อนิจจา
ถ้าพี่เปิดหน้าต่างไล่ลม ผมจะไม่ว่าอะไรเลย ปล่อยให้นั่งดมจนขมคอ
รู้ก็รู้อยู่แก่ใจว่าตดใคร นั่งกันอยู่ในรถ 2 คน ไม่พี่ก็ผม เอ๊ะ ! หรือจะเป็นร่ำรวย ?
ถ้าค่าเฉลี่ยของชีวิตมีจำนวนเท่ากับ 20,000 กว่าวันอย่างที่เค้าว่าตอนนี้เราใช้ไปแล้วเท่าไหร่ ใช้อย่างเกิดประโยชน์เท่าไหร่ ใช้อย่างเปล่าประโยชน์เท่าไหร่ 
 

ถ้าคิดเป็นเงิน สองหมื่นถือเป็นเงินที่ไม่ได้มากมายอะไรในสมัยนี้ซื้อ iPhone ซักเครื่องยังไม่ได้เลยแต่ิ่ถ้าเราคิดว่ามันน้อย มันก็น้อยตามที่เราคิดถ้าเราเอาจำนวนนาที จำนวนวินาทีคูณเข้าไปอีกผมไม่คูณให้ดูหรอกครับว่ามันจะเยอะแค่ไหนเราทำอะไรที่เรามีความสุขในสองหมื่นวันนี้รึยัง
 

ผมไม่คิดว่าผมจะอยู่ใช้ชีวิตจนสองหมื่นวัน เพราะนั่นเท่ากับอายุประมาณ 82 ปีมันคงเป็นความชราที่คนอย่างผมคงไม่อยู่รอเจอ ผมไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จอะไรถึงได้มาเขียนสิ่งที่คุณกำลังอ่าน ผมเพียงอยากเขียนอะไรซักอย่างที่เผื่อจะพอมีประโยชน์สำหรับใครบ้างเพื่อให้สองหมื่นวันของผมไม่เสียเปล่า


ผมได้มีโอกาสเจอผู้คนมากมาย หลากหลายที่มา มีทั้งชอบบ้าง ไม่ชอบบ้างผมได้สัมผัสกับนิสัยของคนมาหลายรูปแบบ แน่หล่ะคุณอาจจะเจอคนเหล่านั้นมามากกว่าผมผมเคยโกรธ เคยเกลียดคนทั้งหลายที่ทำไม่ดี พูดไม่ดี และแม้แต่คิดไม่ดีกับผม(ดูเหมือนผมเก่งเลยนะ อ่านความคิดคนอื่นได้ด้วย)แต่เมื่อความโกรธความเกลียดที่ผมมีทำร้ายอะไรเค้ากลับไปไม่ได้เลยหรือถ้ามันทำได้ ผมก็ไม่รู้ว่าแล้วผมจะได้อะไร สนุก หรือ สะใจอย่างงั้นหรอ 


เพราะฉะนั้น เอามันวางไว้ตรงนั้นแหละ ความโกรธความเกลียดทั้งหลายบอกตัวเองดังๆในใจว่า "คนเราเกิดมาร้อยพ่อพันแม่ จะให้ใครมาทำอะไรถูกใจเราไปหมดคงไม่มีเค้าเองก็ไม่ได้ทำอะไรถูกใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เราเองก็ไม่ได้ทำอะไรถูกใจเค้าร้อยเปอร์เซ็นต์"ผมบอกตัวเองอย่างนั้น และมันก็พอทำให้ผมสยบอารมณ์ของตัวเองลงได้


เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมนั่งหน้าบูดและอมความโกรธไว้ในตัว ถ้าตัวผมเป็นลูกโป่งซักลูกมันคงอัดลมจนแน่นและระเบิดตัวแตกไปแล้วไอคนที่ผมโกรธมันไม่ได้รับรู้ด้วยเลย จนสุดท้ายผมเหมือนคนไม่มีสมองที่ทำให้ตัวเองความดันขึ้นฟรีๆ
 

ผมทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ การสยบความโกรธเนี่ย แต่ก็กำลังพยายามอยู่ในสองหมื่นวันเราเริ่มต้นอะไรใหม่ๆได้ทุกวันแหละครับ ไม่ีมีคำว่าสายถ้ามันไม่ได้มีตัวแปรอื่นนะ อย่างเช่นถ้าพรุ่งนี้ผมจะเริ่มเขียนหนังสือซักเล่ม ไม่ต้องพึ่งพาใคร ใช้แค่สมองและสองมือประทับลงบนคีย์บอร์ด นั่นก็ยังไม่สายแม้ผมจะเคยบอกตัวเองให้เริ่มมานานแล้วก็ตาม คุณอ่านเรื่องนี้จบแล้ว จะลองเริ่มวันพรุ่งนี้กับโปรแกรมการสยบความโกรธไปพร้อมกับผมไม๊ครับ ?
 

คิดถึงตัวเท่าแมมมอธ

posted on 05 Mar 2012 19:50 by bangkokerr  in Diary
ไม่รู้จะเอาความคิดถึงของผมไปใส่ไว้ที่ไหนดี
ที่นี้คงจะเหมาะและเงียบงันพอให้ผมได้ตะโกนคำๆนั้นออกมา
ยิ่งวันเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งได้รู้ว่าระบบความจำของผมไม่ได้ชำรุดตามกาลเวลาเลย
ผมเคยจำอะไรระหว่างผมกับเค้าได้ วันนี้ก็ยังจำได้อยู่
เพียงแต่ความรู้สึกและความต้องการมันต่างกันไปแล้วจากวันนั้น
ทุกวันนี้ความสงสัยยังค้างเติ่ง แต่ไม่คาดหวังกับคำตอบอีกต่อไปแล้ว
การรอคอยคำตอบของผมนานเกินไป จนทุกวันนี้ต้องตั้งคำถามใหม่
ว่า "จะรู้ไปเพื่ออะไร ?" 
 
 
เมื่อต้นเดือนกุมภาฯผมถือวิสาสะส่งข้อความไปอวยพรวันเกิดเค้าในเฟสบุ๊ค
สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงคือเค้าจะตอบกลับมา แม้มันจะเป็นข้อความสั้นๆ
แต่ผมก็อ่านมันอยู่นาน และพยายามแปลความหมายจากทุกตัวอักษรนั่น
แค่คำว่า "ขอบคุณครับ" สามพยางค์ 
 
 
ผมเองก็ไม่รู้ว่าทุกวันนี้เวลาที่คิดถึงเค้าแล้วร้องไห้เป็นเพราะอะไร
เวลาเห็นความเคลื่อนไหวของเค้าแล้วพยายามบอกใจให้ยินดีกับเค้า
แต่เศร้าอยู่ข้างในลึกๆ เห็นความสำเร็จของเค้า
อยากจะเป็นคนที่ยืืนอยู่ข้างๆแล้วร่วมแสดงความยินดีด้วย
แต่ผมไม่มีสิทธิ์และโอกาสจะยืนตรงนั้นแล้ว 
และก็คิดว่าผมคงทำหน้าที่นั้นได้ไม่ดีเท่าคนใหม่ของเค้าแล้ว
 
 
แต่อยากบอกว่ายินดี ยินดีด้วยจริงๆสำหรับความสำเร็จที่เป็นความฝันของเค้า
ความฝันหลายๆอย่างที่เ้ค้าเคยพูดให้ผมฟัง 
ความฝันหลายๆอย่างที่เค้าเคยเอามาอวดว่าวันนึงเค้าจะทำให้สำเร็จ
ผมไม่ได้ทิ้งคุณ ผมไม่ได้หนีหายตายจากไปจากคุณ 
หนำซ้ำผมยังเฝ้ามองคุณอยู่เหมือนเดิม แม้ตำแหน่งที่ยืนจะห่างจากจุดเดิมมากก็ตาม
 
 
ผมควรดีใจที่เห็นคุณมีความสุข เหมือนที่ผมเคยพูดไว้ 
ผมควรยินดีที่เห็นชีวิตคุณราบรื่น 
ผมควรเข้าใจคุณ แม้ว่าจะไม่มีคำอธิบายใดๆก็ตาม 
เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำได้.. .และต้องทำ
 
 
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกดังคำที่ผู้คนชอบกล่าวถึงจริงๆ
อีกไม่นานจะครบสองปีแล้วที่อัศวินคนนี้ไร้ดาบแต่ก็ยังรอดมาได้
ไม่รู้ว่าผมเข้มแข็งหรือคู่ต่อสู้ไม่เก่งกล้าพอ
ทุกอย่างที่ยังจดจำเป็นเพียงเรื่องดีๆระหว่างอัศวินและดาบที่หายไป
 

เราจากกันนานแล้ว.. .แต่ผมยังคิดถึงคุณอยู่
ไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม
 
 
ปล.ผมตัดผมแล้วครับ 

ไดอารี่วันอาทิตย์

posted on 05 Feb 2012 20:46 by bangkokerr  in Diary
วันนี้ตื่นเช้าไปเรียนพี่เค หลังจากที่อาทิตย์ที่แล้วขอลากิจไปถ่ายงานรับปริญญามา
เจอน้องอั่งเปา ลูกสาวพี่แหม่ม พี่ที่ชงกาแฟที่ร้านพี่เค
 
 
'อั่งเปา'
 
ระหว่างนั่งรอคนอื่นคุยงานกับพี่เค ก็หาถ่ายรูปเล่นไปเรื่อย
 
 
 
จนสุดท้าย ถ่ายรูปตัวเองในกระจก(เบลอเชียว)
 
 
1 ทุ่ม ถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ แม่ทำขาหมูกับแกงเขียวหวานไว้
ซัดเต็มคราบ !