Recommend ; Abuse The Youth
posted on 23 Sep 2010 02:01 by bangkokerr in Entertainment

ผมสารภาพว่าไม่ได้จับรีโมททีวีมาหลายสัปดาห์แล้วครับ
แล้วก็ไม่ได้เข้าไปเหยียบโรงหนังมาแล้วร่วม 3 เดือน
ไม่ได้จับรีโมทเพราะติดภารกิจ ติดงานที่ต้องสะสาง
และแม้จนทุกวันนี้งานที่ว่านั่นก็ยังไม่เสร็จครับ
ส่วนโรงหนัง ผมเลือกที่จะอยู่ห่างๆมันเองครับ มันยังไม่ใช่สถานที่ที่น่าภิรมย์สำหรับผมนัก
เอาไว้ให้จิตให้ใจดีขึ้นเสียก่อน โรงหนังหลายๆเครือคงได้กำหรอบกำไรจากผมบ้าง

The Soloist (2009)
Director: Joe Wright
Writers (WGA): Susannah Grant (screenplay),
Steve Lopez (book)
นักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง Robert Downey Jr. (สำหรับผม ผมมีนิยาม 3 คำสำหรับชายคนนี้ “หล่อ แก่ แต่มีมาด”) รับบทเป็น สตีฟ โลเปซ นักเขียนคอลัมน์ใน LA Times วัตถุประสงค์แรกที่เค้าสานสัมพันธ์กับ นาธาเนียล แอนโทนี แอรส์ ชายไร้บ้านในสังกัดสถานสงเคราะห์ LAMP สภาพจิตใจไม่สมประกอบผลจากเหตุการณ์ในอดีต แต่ในทางกลับกันเค้ากลับมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีหลงไหลในเสียงดนตรีคลาสิกและยกย่องให้ Bethoven เป็น Idol ตั้งแต่ก่อนที่สภาพจิตใจจะได้รับความกระทบกระเทือน (รับบทโดยนักแสดงมากความสามารถอีกคนสำหรับ Jamie Foxx) คือ เพื่อให้เค้ามีเรื่องเขียนลงในคอลัมน์ในประเด็นของปัญหาคนไร้บ้านในมหานครลอส แองเจอลิส
นาธาเนียลจากสายตาคนทั่วไปที่พบเห็นคงไม่ได้ต่างอะไรจากคนจรจัด ไร้บ้าน ไม่มีงานทำ เร่ร่อนไปวันๆที่เป็นที่พบเห็นได้ทั่วไปในมหานครลอส แองเจอลิสซึ่งถูกจัดว่าเป็นมหานครแห่งคนจรจัดของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา หากแต่นาธาเนียลต่างจากคนไร้บ้านทั่วไปตรงที่เค้าสภาพจิตใจไม่ปกติโดยเค้าไม่รู้ และไม่เคยยอมรับ เค้าปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก จากคนไร้บ้านด้วยกันเอง จากสังคมของผู้คนธรรมดา นาธาเนียลมีรถเข็นคู่ใจถูกบรรจุไปด้วยของหลายอย่างที่บางชิ้นเราเรียกของพวกนั้นว่า ‘ขยะ’ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นสมบัติเดียวที่เค้ามี นาธาเนียลอาศัยหลับนอนในอุโมงค์ที่ซึ่งเค้าว่าเป็นที่ที่เค้าได้ยินเสียงของลอง แองเจอลิสได้ชัดเจน
(เสริมเกร็ดความรู้เล็กน้อยครับ สำหรับคนจรจัดไร้บ้านหรือที่อยู่อาศัยแบบนี้ ใน New York เค้ามีคำเฉพาะสำหรับเรียกคนเหล่านั้นว่า ‘Bum’ ครับ)
ซึ่งผมว่าผู้สร้างคงอยากสะท้อนปัญหานี้ให้คนภายในไปจนถึงคนภายนอก (ประเทศ) รับรู้ว่าแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเองก็ประสบปัญหานี้เฉกเช่นเดียวกันกับอีกหลายๆมุมโลกที่ยังมีคนด้อยโอกาสอยู่อีกมาก (ในที่นี้ผมไม่นับพวกที่ไม่กระเสือกกระสนทำอะไรนะ) นั่นแปลว่าเศรษฐกิจในประเทศบ้านนั้นๆยังไม่มีความสมดุล คนรวยก็รวยชิบหาย คนจนแม้แต่บ้านก็ไม่มีให้ซุกหัวนอน
และโลเปซก็ค้นพบว่าเค้าไม่ได้เป็นเพียงนักเขียนหรือนักสังคมสงเคราะห์ในสายตาใครต่อใคร เค้าเป็นเพื่อนและเป็นสิ่งเดียวในโลกปัจจุบันของนาธาเนียลในคืนที่เค้าและครูสอนเชลโล(ที่โลเปซจัดหามาสอนนาธาเนียล) ร่วมกันจัดคอนเสิร์ตเพื่อแสดงศักยภาพและเติมเต็มความมั่นใจให้ชายไร้บ้านที่สมควรได้รับโอกาสแสดงออกถึงความสามารถและพรสวรรค์ที่เค้ามี แรงกดดันของคนดูในคืนนั้นสร้างความสับสนในจิตใจของนาธาเนียล และทำให้เค้าเกิดคุ้มคลั่งทำร้ายครูสอนเชลโล และหนีออกจากคอนเสิร์ตไป
ผมไม่แน่ใจว่าเสียงในหัวหรือเหตุการณ์อะไรที่ทำให้นาธาเนียลมีความผิดปกติในเรื่องของอารมณ์ แต่ความรุนแรงของอารมณ์นั้นก็ทำให้ความรู้สึกผมสั่นสะเทือนเล็กน้อยในฉากที่โลเปซเอาเอกสารอะไรซักอย่างเกี่ยวกับการรักษาอาการทางจิตไปให้นาธาเนียลเซ็นในเช้าของอีกวัน หลังจากโลเปซรู้จากเดวิดว่านาธาเนียลเปิดใจที่จะเข้าไปอยู่ใน ‘ห้องพักของเขา’ ด้วยเหตุผลอื่นนอกจากเรียนเชลโล นาธาเนียลฉุนเฉียวกับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าเค้ามีอาการทางจิต ทำให้อาละวาดกับโลเปซจนแทบจะฆ่าเพื่อนคนเดียวที่เค้ามี ‘แมรี่’ รับบทโดย Catherine Keener แม้จะไม่ได้มีบทบาทสำคัญแต่ก็พอทำให้เห็นปัญหาชีวิตคู่ของอีกหลายๆคู่ที่อยู่ในฐานะสามี-ภรรยากันไม่ได้ แต่เป็นเพื่อนที่คอยรับฟังและให้คำปรึกษาอีกฝ่ายได้ดี และเธอก็ให้คำปรึกษากับโลเปซเกี่ยวกับเพื่อนใหม่ของเค้าที่เธอไม่เคยเห็นด้วยเลย
หนังเฉลยครับว่าทำไมนาธาเนียลถึงกลายเป็นคนไม่มีบ้าน หลังจากเจอเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ เค้ากลับมาอยู่กับเจนนิเฟอร์ พี่สาวที่คอยดูแลเค้าตลอด รับบทโดย Lisa Gay Hamilton แต่เสียงและภาพหลอนทำให้เค้าเข้าใจว่าพี่สาวกำลังพยายามฆ่าเค้า หลังจากอาละวาดกับพี่สาวครั้งนั้นทำให้เค้าไม่ไว้ใจเธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านในที่สุด
เจนนิเฟอร์เดินทางมาลอส แองเจอลิสตามที่โลเปซจัดแจง ฉากนี้ถึงกับทำให้ผมน้ำตาตก ถ้ากดปุ่ม Mute ไว้ผมคงไม่รู้สึกอะไร แต่ดนตรีประกอบฉากนี้เร่งเร้าหยดน้ำตาของผมให้ร่วงหล่นง่ายเป็นพิเศษ แค่ภาพผู้หญิงคนนึงกับท่าเดินที่หวาดๆหวั่นๆ เดินเข้าไปหาผู้ชายอีกคนนึง ค่อนๆทิ้งตัวนั่งลงข้างชายคนนั้น ประโยคเดียวในฉากนั้นที่พรากเอาน้ำตาผใหยดได้สำเร็จคือประโยคที่ชายผู้นั้นพูดกับหญิงวัยกลางคนข้างๆว่า “ชีวิตคนเรานี่มันสุดยอดเลยนะ” ผมตีนัยยะของประโยคนี้ไม่ถูกหรอกครับ แต่สีหน้าของเจนนิเฟอร์ขยั้นคะยอให้น้ำตาผมหยดเอาแหมะๆเลย ในใจยิ่งตอกลึกความคิดที่ว่า ไม่ว่าเราจะผิดพลาดยังไง ร้ายแรงแค่ไหน ครอบครัวยังเป็นแบคอัพที่ดีและมีคำว่าให้อภัยเสมอเหมือนที่ผมเขียนถึงไปแล้วใน Commentary ; Afghan Star Documentary Film (ไปตามอ่านย้อนหลังได้นะครับ)
ถ้าคำว่า “ให้อภัย” มีให้กันง่ายๆแต่สมเหตุสมผลเหมือนที่โลเปซให้อภัยนาธาเนียล โลกนี้คงสงบสุขและคงไม่วุ่นวายอย่างทุกวันนี้นะครับ
คนด้อยโอกาสในความหมายของผมที่ผมเกริ่นไว้แล้วว่าไม่ใช่พวกที่ไม่กระเสือกกระสนทำอะไรเลยปรากฎอยู่ในฉากจบของเรื่องครับ คนที่มีปัญหาต่างๆทั้งทางร่างกาย ทั้งทางจิตใจทำให้ไม่สามารถอยู่ในสังคมปกติได้อย่างมีความสุขจนต้องออกมาหาสังคมที่พวกเค้าเท่าเทียม พวกเค้าไม่ต่างกัน พวกเค้ามีอิสระจากสายตาของคนทั่วไปที่มองว่าพวกเขาเป็นตัวประหลาด
สุดท้าย “โอกาสสมควรเป็นของผู้ที่สมควรได้รับและบังเอิญมีผู้หยิบยื่นให้ และเมื่อได้รับโอกาสนั้นมา ผมว่าถ้าคนเราเห็นค่า มันจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะไม่ทำให้ผู้ให้ผิดหวัง หรือเสียใจและคงใช้โอกาสทำสิ่งดีๆสมกับที่ได้ ‘โอกาสดีๆ’”