Entertainment

Recommend ; Abuse The Youth

posted on 23 Sep 2010 02:01 by bangkokerr  in Entertainment
Are you sick of Thai rock band ?
 
          วันนี้ขอใช้พื้นที่นำเสนอวงร็อคไทยที่ไม่ไก่กาอีกหนึ่งวง
ใครภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงทำใจหน่อยนะครับ เพราะเนื้อร้องของวงนี้ภาษาอังกฤษทั้งหมด :)
ขอแนะนำให้รู้จักกับ 'Abuse The Youth' สำหรับอัลบั้มเต็ม 'Under Skin' ครับ
จริงๆอัลบั้มออกมานานมากแล้ว แต่ผมไม่มีโอกาสและอารมณ์จะเขียนถึงเลย ^^"
 
   จุ-กลอง                   มิก-กีตาร์,ร้องนำ                  ตูน-เบส
 
 
        ไลน์กีตาร์ที่แปลกหูไปจากวงร็อคไทยในแบบฉบับของ 'มิก' ที่ควบตำแหน่งทั้งกีตาร์และร้องนำ เป็นไลน์กีตาร์แบบที่เราไม่ค่อยได้ยินในเพลงไทยนัก เป็นก้าวกระโดไปอีกขั้นสำหรับวงร็อคไทย บางทีเนื้อร้องที่เป็นภาษาอังกฤษก็อาจจะดีเพราะเลี่ยนน้อยกว่าเนื้อร้องที่ซ้ำไปวนมากับเรื่องความรักที่ไม่เข้าใครออกใคร เสียงร้องของนายตี๋และสำเนียงภาษาอังกฤษที่ฟังเผินๆอาจจะนึกภาพนายตี๋คนนี้ไม่ออกกันเลยทีเดียว
 
 
       เสียงเบสที่จากฝีมือมือเบสผมยาว 'ตูน' หนักและจัดจ้านดีครับ แต่ไม่ถึงกับบดบังรัศมีของกีตาร์ซะหมด
 
 
       อย่าคิดว่าเสียงกลองที่คุณได้ยินมาจากเงื้อมมือของชายฉกรรจ์ที่ไหน 'จุ' หญิงไทยไซส์มาตรฐาน ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหนใส่พลังลงไปเท่าไหร่ถึงได้ซาวน์กลองที่หนักหน่วงและทรงพลังได้ขนาดนี้ ผมแอบปลื้มคุณจุอยู่กลายๆตอนที่อยากตีกลองเป็น ดูเป็นเครื่องดนตรีที่ได้ทุ่มเทและมีสมาธิดี
 
 
        Track นี้ชื่อว่า Way Out เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวก่อนอัลบั้มเต็มจะออก
เหมือนจะออกมาลองเชิงดูกระแสตอบรับ ซึ่งผมว่ากระแสตอบรับค่อนข้างเงียบ
แต่โดยส่วนตัวผมแทบจะรอฟังซิงเกิ้ลต่อไปไม่ไหว  
แต่แล้วก็คลอดอัลบั้มเต็มออกมา
 
 
       ซิงเกิ้ลที่สองที่ออกมาทำเอาใจผมละลายกับ MV ที่ทั้งแสง สี Location
สวยดึงดูดใจผมเหลือเกิน แถมเพลงก็ยังการันตีคุณภาพของ Abuse The Youth ได้อย่างดี
กับ Track ที่มีชื่อว่า.. .'Please'
ขอบอกว่าเป็น MV ที่ทำให้ผมอยากจะเลิกเรียนทำหนังแล้วหันไปทำแต่ MV เลยทีเดียว :)
 
 
หวังว่าคุณจะหายป่วยกับวงร็อคไทยห่วยๆไปได้บ้างนะครับ
อ่อ ! ผมบอกไม่ถูกเลยว่าดีใจแค่ไหนที่ได้ฟัง 'เพลงสุดท้าย' ของแคลช.. .ซักที :)

Commentary ; The Soloist (2009)

posted on 20 Sep 2010 00:33 by bangkokerr  in Entertainment

         ผมสารภาพว่าไม่ได้จับรีโมททีวีมาหลายสัปดาห์แล้วครับ
แล้วก็ไม่ได้เข้าไปเหยียบโรงหนังมาแล้วร่วม 3 เดือน
ไม่ได้จับรีโมทเพราะติดภารกิจ ติดงานที่ต้องสะสาง
และแม้จนทุกวันนี้งานที่ว่านั่นก็ยังไม่เสร็จครับ
ส่วนโรงหนัง ผมเลือกที่จะอยู่ห่างๆมันเองครับ มันยังไม่ใช่สถานที่ที่น่าภิรมย์สำหรับผมนัก
เอาไว้ให้จิตให้ใจดีขึ้นเสียก่อน โรงหนังหลายๆเครือคงได้กำหรอบกำไรจากผมบ้าง

        

         ช่วงหัวค่ำของคืนนี้ ผมละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ด้วยความเหนื่อยล้า
และเบื่อหน่ายกับงานที่ยังไม่เสร็จ ผมปล่อยให้เพลงเล่นวนลูปอยู่อย่างนั้น
ปิดไฟในห้อง แล้วย้ายก้นอ้วนๆลงมานั่งดูทีวีข้างล่าง

       

        The Soloist ดึงผมไว้ไม่ให้เปลี่ยนช่องไปดูแอนิเมชั่นในดวงใจเรื่อง
Ice Age ภาค 3 ซึ่งผมยังไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำ
        

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   The Soloist (2009)
   Director: Joe Wright
   Writers (WGA): Susannah Grant (screenplay),
   Steve Lopez (book)

 

         นักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง Robert Downey Jr. (สำหรับผม ผมมีนิยาม 3 คำสำหรับชายคนนี้ “หล่อ แก่ แต่มีมาด”) รับบทเป็น สตีฟ โลเปซ นักเขียนคอลัมน์ใน LA Times วัตถุประสงค์แรกที่เค้าสานสัมพันธ์กับ นาธาเนียล แอนโทนี แอรส์ ชายไร้บ้านในสังกัดสถานสงเคราะห์ LAMP สภาพจิตใจไม่สมประกอบผลจากเหตุการณ์ในอดีต แต่ในทางกลับกันเค้ากลับมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีหลงไหลในเสียงดนตรีคลาสิกและยกย่องให้ Bethoven เป็น Idol  ตั้งแต่ก่อนที่สภาพจิตใจจะได้รับความกระทบกระเทือน (รับบทโดยนักแสดงมากความสามารถอีกคนสำหรับ Jamie Foxx) คือ เพื่อให้เค้ามีเรื่องเขียนลงในคอลัมน์ในประเด็นของปัญหาคนไร้บ้านในมหานครลอส แองเจอลิส

 

        นาธาเนียลจากสายตาคนทั่วไปที่พบเห็นคงไม่ได้ต่างอะไรจากคนจรจัด ไร้บ้าน ไม่มีงานทำ เร่ร่อนไปวันๆที่เป็นที่พบเห็นได้ทั่วไปในมหานครลอส แองเจอลิสซึ่งถูกจัดว่าเป็นมหานครแห่งคนจรจัดของประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา หากแต่นาธาเนียลต่างจากคนไร้บ้านทั่วไปตรงที่เค้าสภาพจิตใจไม่ปกติโดยเค้าไม่รู้ และไม่เคยยอมรับ เค้าปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก จากคนไร้บ้านด้วยกันเอง จากสังคมของผู้คนธรรมดา นาธาเนียลมีรถเข็นคู่ใจถูกบรรจุไปด้วยของหลายอย่างที่บางชิ้นเราเรียกของพวกนั้นว่า ‘ขยะ’ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นสมบัติเดียวที่เค้ามี นาธาเนียลอาศัยหลับนอนในอุโมงค์ที่ซึ่งเค้าว่าเป็นที่ที่เค้าได้ยินเสียงของลอง แองเจอลิสได้ชัดเจน

 

        (เสริมเกร็ดความรู้เล็กน้อยครับ สำหรับคนจรจัดไร้บ้านหรือที่อยู่อาศัยแบบนี้ ใน New York เค้ามีคำเฉพาะสำหรับเรียกคนเหล่านั้นว่า ‘Bum’ ครับ)

 

        ซึ่งผมว่าผู้สร้างคงอยากสะท้อนปัญหานี้ให้คนภายในไปจนถึงคนภายนอก (ประเทศ) รับรู้ว่าแม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเองก็ประสบปัญหานี้เฉกเช่นเดียวกันกับอีกหลายๆมุมโลกที่ยังมีคนด้อยโอกาสอยู่อีกมาก (ในที่นี้ผมไม่นับพวกที่ไม่กระเสือกกระสนทำอะไรนะ) นั่นแปลว่าเศรษฐกิจในประเทศบ้านนั้นๆยังไม่มีความสมดุล คนรวยก็รวยชิบหาย คนจนแม้แต่บ้านก็ไม่มีให้ซุกหัวนอน

 
        โลเปซค้นพบความสามารถของนาธาเนียลและต้องการผลักดันความสามารถนี้ให้นาธาเนียลเป็นที่ยอมรับในสังคมทั่วไป แต่ในขณะที่มิตรภาพเริ่มก่อตัว โลเปซกลับปฏิเสธที่จะผูกมิตรกับนาธาเนียล เหมือนเพียงเพื่อว่าเค้าทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์สำหรับคอลัมน์และตัวเค้าเอง
 
 

        และโลเปซก็ค้นพบว่าเค้าไม่ได้เป็นเพียงนักเขียนหรือนักสังคมสงเคราะห์ในสายตาใครต่อใคร เค้าเป็นเพื่อนและเป็นสิ่งเดียวในโลกปัจจุบันของนาธาเนียลในคืนที่เค้าและครูสอนเชลโล(ที่โลเปซจัดหามาสอนนาธาเนียล) ร่วมกันจัดคอนเสิร์ตเพื่อแสดงศักยภาพและเติมเต็มความมั่นใจให้ชายไร้บ้านที่สมควรได้รับโอกาสแสดงออกถึงความสามารถและพรสวรรค์ที่เค้ามี แรงกดดันของคนดูในคืนนั้นสร้างความสับสนในจิตใจของนาธาเนียล และทำให้เค้าเกิดคุ้มคลั่งทำร้ายครูสอนเชลโล และหนีออกจากคอนเสิร์ตไป

 
 
        คืนนั้นช่างบังเอิญเหลือเกิน ตำรวจนครลอส แองเจอลิสออกปราบปรามคนไร้บ้านที่เหมือนเป็นปัญหาสังคมทำให้บ้านเมืองไม่น่าดู โลเปซตามนาธาเนียลออกมาจากงานแสดงคอนเสิร์ต แต่กลับคลาดกันเพราะผู้คนบนถนนในคืนนั้นมากมาย เสียงและไฟจากไซเรนรถตำรวจส่องสว่างและดังลั่นไปทั่วบริเวณ โลเปซพยายามมองหานาธาเนียลไปทั่ว จนพบร่างชายคนนึงถูกคลุมด้วยผ้า คราบเลือดไหลอยู่เป็นวงกว้าง ไม่ทราบชื่อจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ คืนนั้นเค้าวนเวียนอยู่ในโรงพยาบาล เฝ้าถามหาแต่ชายแอฟริกัน-อเมริกัน สูง 5 ฟุต 6 นิ้ว และคืนนั้นเค้าก็พบข้อสรุปว่า ทั้งเค้าและนาธาเนียลเองต่างก็ได้พบเพื่อนคนพิเศษในชีวิตอีกคนแล้ว
 

          ผมไม่แน่ใจว่าเสียงในหัวหรือเหตุการณ์อะไรที่ทำให้นาธาเนียลมีความผิดปกติในเรื่องของอารมณ์ แต่ความรุนแรงของอารมณ์นั้นก็ทำให้ความรู้สึกผมสั่นสะเทือนเล็กน้อยในฉากที่โลเปซเอาเอกสารอะไรซักอย่างเกี่ยวกับการรักษาอาการทางจิตไปให้นาธาเนียลเซ็นในเช้าของอีกวัน หลังจากโลเปซรู้จากเดวิดว่านาธาเนียลเปิดใจที่จะเข้าไปอยู่ใน ‘ห้องพักของเขา’ ด้วยเหตุผลอื่นนอกจากเรียนเชลโล นาธาเนียลฉุนเฉียวกับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าเค้ามีอาการทางจิต ทำให้อาละวาดกับโลเปซจนแทบจะฆ่าเพื่อนคนเดียวที่เค้ามี           ‘แมรี่’ รับบทโดย Catherine Keener แม้จะไม่ได้มีบทบาทสำคัญแต่ก็พอทำให้เห็นปัญหาชีวิตคู่ของอีกหลายๆคู่ที่อยู่ในฐานะสามี-ภรรยากันไม่ได้ แต่เป็นเพื่อนที่คอยรับฟังและให้คำปรึกษาอีกฝ่ายได้ดี และเธอก็ให้คำปรึกษากับโลเปซเกี่ยวกับเพื่อนใหม่ของเค้าที่เธอไม่เคยเห็นด้วยเลย

 

 

 

         หนังเฉลยครับว่าทำไมนาธาเนียลถึงกลายเป็นคนไม่มีบ้าน หลังจากเจอเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ เค้ากลับมาอยู่กับเจนนิเฟอร์ พี่สาวที่คอยดูแลเค้าตลอด รับบทโดย Lisa Gay Hamilton แต่เสียงและภาพหลอนทำให้เค้าเข้าใจว่าพี่สาวกำลังพยายามฆ่าเค้า หลังจากอาละวาดกับพี่สาวครั้งนั้นทำให้เค้าไม่ไว้ใจเธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านในที่สุด

 

 

 

         เจนนิเฟอร์เดินทางมาลอส แองเจอลิสตามที่โลเปซจัดแจง ฉากนี้ถึงกับทำให้ผมน้ำตาตก ถ้ากดปุ่ม Mute ไว้ผมคงไม่รู้สึกอะไร แต่ดนตรีประกอบฉากนี้เร่งเร้าหยดน้ำตาของผมให้ร่วงหล่นง่ายเป็นพิเศษ แค่ภาพผู้หญิงคนนึงกับท่าเดินที่หวาดๆหวั่นๆ เดินเข้าไปหาผู้ชายอีกคนนึง ค่อนๆทิ้งตัวนั่งลงข้างชายคนนั้น ประโยคเดียวในฉากนั้นที่พรากเอาน้ำตาผใหยดได้สำเร็จคือประโยคที่ชายผู้นั้นพูดกับหญิงวัยกลางคนข้างๆว่า “ชีวิตคนเรานี่มันสุดยอดเลยนะ” ผมตีนัยยะของประโยคนี้ไม่ถูกหรอกครับ แต่สีหน้าของเจนนิเฟอร์ขยั้นคะยอให้น้ำตาผมหยดเอาแหมะๆเลย ในใจยิ่งตอกลึกความคิดที่ว่า ไม่ว่าเราจะผิดพลาดยังไง ร้ายแรงแค่ไหน ครอบครัวยังเป็นแบคอัพที่ดีและมีคำว่าให้อภัยเสมอเหมือนที่ผมเขียนถึงไปแล้วใน Commentary ; Afghan Star Documentary Film (ไปตามอ่านย้อนหลังได้นะครับ)

 

 

 

        ถ้าคำว่า “ให้อภัย” มีให้กันง่ายๆแต่สมเหตุสมผลเหมือนที่โลเปซให้อภัยนาธาเนียล โลกนี้คงสงบสุขและคงไม่วุ่นวายอย่างทุกวันนี้นะครับ

 

 

 

         คนด้อยโอกาสในความหมายของผมที่ผมเกริ่นไว้แล้วว่าไม่ใช่พวกที่ไม่กระเสือกกระสนทำอะไรเลยปรากฎอยู่ในฉากจบของเรื่องครับ คนที่มีปัญหาต่างๆทั้งทางร่างกาย ทั้งทางจิตใจทำให้ไม่สามารถอยู่ในสังคมปกติได้อย่างมีความสุขจนต้องออกมาหาสังคมที่พวกเค้าเท่าเทียม พวกเค้าไม่ต่างกัน พวกเค้ามีอิสระจากสายตาของคนทั่วไปที่มองว่าพวกเขาเป็นตัวประหลาด

 

 

 

         สุดท้าย “โอกาสสมควรเป็นของผู้ที่สมควรได้รับและบังเอิญมีผู้หยิบยื่นให้ และเมื่อได้รับโอกาสนั้นมา ผมว่าถ้าคนเราเห็นค่า มันจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะไม่ทำให้ผู้ให้ผิดหวัง หรือเสียใจและคงใช้โอกาสทำสิ่งดีๆสมกับที่ได้ ‘โอกาสดีๆ’”