Writing

เห็นความรักของคนอื่นมา่ก็พอสมควร ผ่านความรักของตัวเองมาก็หลายหน
แม้มันจะไม่ใช่ทุกวันที่แสนดี แต่มันก็ไม่ใช่ทุกวันที่เลวร้าย
ความรักเป็นเรื่องของความรู้สึก เมื่อคิดจะรัก เราต้องเอาความรู้สึกไปลงทุน
คุ้มค่าหรือไม่อยู่ที่เราตัดสินมันเอง
 
 

ผมว่ามันไม่แปลกหรอกที่สำนักไหนทำผลสำรวจออกมาว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อย
เฉลี่ยต่อปีแค่ไม่กี่หน้า ก็ดูราคาหนังสือดีๆบ้านเราสิ
ลำพังห้องสมุดโรงเรียนก็ไม่มีปัญญาเอาหนังสือพวกดีๆไปให้เด็กๆอ่าน
ที่มีก็ตำราเรียนโบราณๆ สอนทฤษฎีที่แทบเอามาใช้ไม่ได้กับชีวิตจริง
หนังสือ 1 เล่มมีต้นทุนทางการผลิตกับต้นทุนทางความคิดผมเข้าใจ
แต่ก็เห็นใจคนที่อยากอ่านหนังสือดีๆแต่เงินไม่ค่อยมี
นักเขียนท่านไหนอยากให้งานตัวเองมี 'คุณค่า' มากกว่า 'มูลค่า'
ได้โปรดกรุณาส่งหนังสือของท่านไปให้เด็กๆตามโรงเรียนด้วยเถิด
มหากุศลเลยนะครับ ไม่เพียงแต่คุณจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนธรรมดา
คุณจะได้สร้างแรงบันดาลใจและปลูกฝังความคิดดีๆกับเยาวชนของชาติด้วยนะ
จราจร คนกวาดถนน คนเก็บขยะ วินมอเตอร์ไซค์ คนขายของข้างทาง
กระเป๋ารถเมล์ แม่ค้าในตลาด ช่างซ่อม ยาม คนงานก่อสร้าง ฯลฯ
ทั้งหมดเป็นอาชีพที่ผมพอคิดออกตอนนี้ ผมว่างานที่พวกเราทำมันสำคัญทั้งหมดจริงๆนะ
ถ้าไม่มีคนเก็บขยะ ป่านนี้เราคงมีภูเขาขยะอ่อนนุชน้อยๆหน้าบ้าน
ถ้าไม่มีวินมอเตอร์ไซค์เวลาเรารีบๆคงต้องธุดงก์
ให้เกียรติคนอื่นไม่ว่าเค้าจะทำหน้าที่อะไร ไม่้ต้องสนว่าแท้จริงแล้วเค้าจะดีจะชั่ว
จะคนที่ไหน จะเชื้อชาติอะไร เค้ากำลังทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้เราอยู่
ไม่ว่ามันจะด้วยหน้าที่ หรือเต็มใจทำก็ตาม
ผมเคยคิดนะว่าคนเก็บขยะมีความสุขกับงานของเค้าบ้างไม๊
เงินก็ไม่ได้เยอะเท่าพนักงานบริษัท เหม็นก็เหม็น แต่เค้าก็ยังทำ
ทั้งที่จะไปเป็นโจรก็ได้ สังคมต้องการการให้เกียรติและเคารพซึ่งกันและกันนะ
มันน่าจะยิ้มได้นะ ถ้าเราพูด 'ขอบคุณ' ให้มากขึ้นกว่าเดิม ผมว่า

เวลา

posted on 17 Mar 2011 01:57 by bangkokerr  in Writing
 
 
เค้าว่าเวลาทำให้อะไรที่คู่ควรกันมาเจอกันในเวลาที่เหมาะสม

เหมือนที่เวลาจับคู่ก้อนเมฆบนฟ้ากับพระอาทิตย์

เพราะถ้าไม่มีแสงเราก็มองเห็นปุยเมฆไม่ชัดเจน

เหมือนที่เวลาจับคู่ดวงดาวกับพระจันทร์

เพราะถ้าฟ้าไม่มืดสนิทเราจะมองไม่เห็นดวงดาวแม้แต่ดวงเดียว

สิ่งที่เรารออยู่อาจกำลังเดินทางมาหา ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า

เราไม่รู้ว่าสิ่งนั้นจะเดินทางมาถึงเมื่อไหร่

เวลากำลังทำงานของมันอย่างขมักเขม้น

และระหว่างที่รอก็ขอให้ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด
 
เท่าที่เราอยากให้เวลาทำหน้าที่ของมัน 
 
Bangkoker C.
 

แรงดึง แรงดัน

posted on 07 Mar 2011 02:21 by bangkokerr  in Writing

อ่อ ! มีเรื่องการคิดที่ประยุกต์มาจากทฤษฎีในวิชาฟิสิกส์ ;) 
 

'แม้ผมจะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางวิทย์-คณิต เมื่อครั้งสมัยเรียนมัธยมปลาย
และแม้ศัพท์และสำเนียงในวิชาฝรั่งเศสก็จะคืนคุณครูที่เคารพรักไปหมดแล้ว
ด้วยเกรงว่าปีหน้าเค้าจะไม่มีอะไรไว้สอนรุ่นน้อง ^^"
แต่ผมก็พอจะรู้ว่า ในกฎว่าด้วยเรื่องของแรง เราสามารถเปลี่ยนแรงนู้น เป็นแรงนี้ 
ปรับแรงนั้น ดันแรงโน้นได้ด้วยกลไกต่างๆที่มนุษย์สุดประเสริฐอย่างพวกเราจะคิดค้นขึ้นมาได้
ผมเอาเรื่องของความรู้สึกไปโยงกับทฤษฎีเรื่องของแรงที่ว่า เลยได้ออกมาแบบนี้ครับ
 

ถ้าการที่เรายังยึดติดอยู่กับอะไรซักอย่างเป็น 'แรง(ดื้อ)ดึง' 
อะไรซักอย่างที่ว่าผมเอาเรื่องจริงมาเป็นตัวอย่างให้เห็นภาพกันเลยแล้วกั
นคนรักเก่าของคุณ ต้องการเดินออกจากชีวิตคุณไป
ไม่ว่าเค้าหรือคุณไม่ว่าใครคนไหนเป็นฝ่ายเดินเข้ามาในชีวิตใครก่อน ถึงเวลาที่จะบอกลา
จะมาเตี๊ยมกันไม่ได้ครับเค้าไม่อยากอยู่ คุณไม่อยากให้เค้าไป
เหมือนเอาหนังยางเหนียวซักเส้นรัดไว้กับอะไรซักอย่าง และอีกข้างออกแรงดึง 
ฝั่งทางนี้ก็อยากจะได้คืนกลับมาก็ออกแรงดึงเหมือนกันเท่ากับมีแรงดึงจากทั้งสองฝาก
ไร้ประโยชน์ครับ เหนื่อยเปล่าถ้าไม่แก่ตายกันซะก่อน ก็ดึงกันจนหนังยางขาด
อีกนานนะครับ อย่าลืมว่าหนังยางที่ผมบอกมันเหนียว
หนังยางที่ว่าทำจากวัสดุที่เรียกว่า 'ความรัก'
 

เอากรรไกรซักอันที่ทำจาก 'ความเข้มแข็ง' มาตัดหนังยางเส้นนี้กันดีไม๊ครับ ?
ไอแรงดึงที่เคลื่อนที่อยู่บนหนังยางจะได้ดีดกลับมาเป็น 'แรง(ผลัก)ดัน'  :)

หนังสืองานศพ (คำนำ)

posted on 05 Mar 2011 00:35 by bangkokerr  in Writing
หนังสืองานศพของเราเริ่มเขียนเมื่อวันที่ 19 กันยายน ปีที่แล้ว
เหตุผลและคำอธิบายถึงการเขียนถูกระบุอยู่ในเนื้อหาหนังสือเล่มนี้เรียบร้อยแล้ว
และคาดว่าจะถูกตีพิมพ์เพื่อแจกจริงในงานศพของเราเอง.. .ซักวันหนึ่ง
 
คำอุทิศ
แด่ครอบครัว แด่มิตรภาพ แด่คนรัก


คำนำ
(ใช่ไหมสำหรับส่วนนี้ ?)
เหตุผลในการเขียนหนังสืองานศพเล่มนี้มีไม่มากครับ
แค่เพียงข้อสองข้อเท่านั้นถ้าเพียงคุณต้องการรู้ความจริง
ก่อนอื่นผมต้องขอทำความเข้าใจในคำสรรพนามใช้เรียกแทนตัวผมเอง
บางท่านอาจกำลังสงสัยว่า ทำไมชื่อเจ้าของหนังสือก็ใช้คำนำหน้านามว่า ‘นางสาว’
ต่อจากคำว่า ‘เด็กหญิง’ เมื่อพ้นวัย 15 เหตุผลเดียว
ก็เพื่อเอื้อต่อประโยชน์ด้านความพึงพอใจของผมเท่านั้นแหละครับ
นอกนั้นไม่มีเหตุผลอื่นให้น่าทัศนาเลย


ส่วน ‘เหตุ’ ที่ทำให้ผมเริ่มเขียนหนังสืองานศพตัวเองครั้งนี้
ไม่ใช่เพราะกำลังคิดสั้นหรือประการอันใดเลยครับ
มีความคิดจะเขียนนานแล้วสืบเนื่องจากการเขียนบันทึกประจำวัน
บวกกับเหตุผลที่ว่าผมอาจจะสำคัญตัวเองผิดว่าปัญหาหลายๆอย่างที่ผมเจอ
ที่ผมเคยหรือกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยสากลเท่าไหร่
แต่ก็ไม่ได้ประหลาดเสียจนหนังสืองานศพเล่มนี้จะเป็นหนังสือนวนิยายไซ-ไฟนะครับ
อย่าเพิ่งวางลงเสียก่อน แค่ผมเพียงอยากจะบอกคนที่ยังอยู่ คนที่ผมรัก
คนที่ผมเคารพ คนที่ผมไว้ใจ และรวมถึงพวกคุณๆที่กำลังถือหนังสือเล่มนี้อยู่
ว่าผมผ่านอะไรมาได้บ้าง และผ่านมาได้อย่างไร
เผื่อว่าตัวหนังสือของผมอาจจะพอทำให้หัวใจของใครหลายๆคนรู้สึกฮึกเหิมหรือรู้สึกดีขึ้นมาได้
บ้างว่าปัญหาพวกนี้คุณไม่ใช่คนเดียวบนโลกที่ต้องเผชิญกับมัน
ขอเชิญทัศนาชีวิตของผมผ่านอักษรทั้งหมดผ่าน
หนังสืองานศพที่เจ้าของงานศพเขียนเองเล่มนี้ได้เลยครับ :)


*ขอขอบพระคุณอาจารย์เต้ย อาจารย์ผู้สอนวิชาการเขียนบทภาพยนตร์
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพที่มอบหมายงานความคิดสร้างสรรค์
โดยไม่จำกัดกรอบความคิดของผม ทำให้ผมเลือกใช้โอกาสนี้ในการเขียนหนังสือเล่มนี้ครับ


และขอย้ำว่าสติสัมปะชัญญะผมอยู่ครบถ้วนดีขณะร่ายเรียงตัวหนังสือ
ในหน้ากระดาษแผ่นถัดๆไป และขออภัยหากใครที่ถูกพาดพิงในหนังสือเล่มนี้
ทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ หากท่านไม่พอใจ
ผมหวังว่าท่านจะให้อภัยสำหรับคนที่ไม่เหลือลมหายใจอยู่ขออภัยท่านได้อีกแล้ว

 

นางสาว สุทิศา เฉลิมธนศักดิ์ (นิค)

โฮ้ย ! เมื่อคืนกว่าจะนอนก็ตี 3 เข้าไปแล้ว โชคดีว่าวันนี้สอบบ่าย 2
มีเวลานอนถมเถ พยายามทำความเข้าใจกับ
'Introduction to Communication Research' อยู่ค่อนคืนก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
(จะไปสำเร็จได้ยังไงก็เล่นไปสัมมะหราฮ้าเฮ้กันสหายสวนนันมาก่อนหน้านี้นี่ เมา!)     
ถอดใจปิดหน้าจอคอมไปตั้งแต่เที่ยงคืน แต่กว่าจะนอนจริงๆก็นู่นตี3
มัวแต่งุกงิกๆทำอะไรอยู่ในห้องไม่รู้ อ่อ แต่ที่รู้ๆลงไปตักข้าวขึ้นมากินตอนเที่ยงคืน เยี่ยม !!


ตื่นเช้ามาก็ยังงอแงกับตัวเอง กว่าจะหยุดกดปุ่ม Snooze ในโทรศัพท์ได้ก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมง
หงึกๆหงักๆกับสไลด์ที่ต้องอ่านสอบอีกเกือบชั่วโมง ก่อนจะทวนเอาแต่อะไรสำคัญๆ
เอาแบบแม่นๆไปเลยเท่าที่ได้ จะไม่มีการไป "อ๊ะ คุ้นๆนะ" ในห้องสอบเด็ดขาด !
และก็อาบน้ำ แต่งตัว ออกจากบ้านไปเผชิญชะตากรรมในห้อง R421
โฮะๆ เข้าก็สาย ออกก็ไว อายเพื่อนแซวแต่ก็จำใจลุกส่งข้อสอบเป็นคนที่ 2
ไม่ได้ทำได้เทพเทิพอะไรอย่างที่เพื่อนแซวกันหรอก ไม่ได้ไปซุ่มติวมาจากสำนักไหน
แต่ข้อไหนที่ผมทำไม่ได้ ผมจะเลือกข้อที่มีความน่าจะเป็นมากที่สุดแล้วผ่านเลย
ไม่เสียเวลาจมนั่งคิดเข้าข้างตัวเองว่า "เห้ย กูจำได้ลางๆ ขอคิดก่อน" ไม่มี
ก็ไม่รู้ว่าคะแนนจะออกมาชัดเจนหรือลางๆก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ ๆ


วันนี้ผมมีนัดดูหนังกับเค้า ก็คุยเรื่องเวลาอะไรก่อนเข้าห้องสอบเรียบร้อย
พอผมออกจากห้องสอบ โทรหาเค้า ก็ได้ความว่ารออยู่หน้ามหา'ลัยแล้ว
ไม่ได้เจอกันไม่กี่ชั่วโมงทำไมรู้สึกเหมือนเค้าดำขึ้น ฮ่าๆๆ ๆ
วันนี้ในโปรแกรมหนังที่จะเลือกกันมีอยู่ 2-3 เรื่อง
-Narnia
-The Social Network
และอะไรอีกอันไม่รู้ จำไม่ได้ ปรากฎว่าก็ได้ดู Narnia III
จริงๆแล้วนาร์เนียเป็นหนังแฟนตาซีอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆเลยนะ
ชอบขนาดที่บทพูดภาคแรกผมแทบจะจำได้เกือบทุกประโยค (Soundtrack นะฮะ)
แต่กับภาคนี้แอบผิดหวังเล็กน้อย(ไม่อยากบอกว่าผิดหวังมาก เพราะเป็นหนังเรื่องโปรด
เครดิตเดิมยังดีอยู่) กับเรื่องของพลอตและความสดใหม่ของมุขของหนังแฟนตาซีที่คาดหวัง
หรือคำนี้จะใช้ได้กับทุกเรื่องจริงๆนะ "ไม่คาดหวัง ไม่ผิดหวัง"
คือ ผมจะขออนุญาตไม่สปอยล์เนื้อเรื่องให้ทราบแต่จะขอวิจารณ์ในแง่ขอคนชมนะครับ


จริงๆแล้วหนังภาคต่อมีความเสี่ยงสูงมากกับคำวิพากย์วิจารณ์ต่างๆนานา
โดยเฉพาะหนังที่เคยทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากภาคแรกและภาคสอง
มันมีความเปรียบต่างอย่างชัดเจน และความกดดันสำหรับทีมผู้สร้างเองอยู่แล้วว่า
"เห้ย ทำภาคต่อ แม่งต้องไม่โหลยโท่ยกว่าภาคแรกนะ ของเค้าทำมาดีๆอยู่แล้ว"
แต่มันก็ยังหนีไม่พ้น และนาร์เนียภาคนี้ก็ดันเล่นเอาไอจุดเสี่ยงตรงเนี๊ยะมาแบอ้าให้ผมดู
เรื่องของพลอตจริงๆผมก็ควรจะต้องทำความเข้าใจว่าโดยเนื้อเรื่องของเรื่องนี้
มันคือการที่ตัวละครหลักเข้าไปอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์(ซึ่งคือคนละเรื่องกับ Alice in Wonderland ฮ่าๆๆ ๆ)
แต่วิธีที่เค้าลากตัวละครเข้าไปในโลกของนาร์เนียสำหรับภาคนี้ผมไม่มีคำบรรยาย ขอส่ายหน้าอย่างเดียว
แหม่ ! จริงๆก็คันปากอยากจะเล่าเนื้อเรื่องนะ เพราะมันโยงกับเรื่องที่จะพูดถึง
แต่อย่าเลย เดี๋ยวคนที่ยังไม่ได้ดูจะมาโวยวายผมเปล่าๆ จะพยายามเลียบๆเคียงๆไปก็แล้วกัน


เอ่อ.. .ในภาคนี้มีอะไรให้ผมแอบลุ้นอยู่หลายจุด แต่ ! ไอจุดที่ผมลุ้นกลับไม่มีอะไร
ไอจุดที่ผมไม่ได้คาดคิด กลับมี ! (อันนี้ถือเป็นข้อดีไป ผมชอบนะหนังที่ทำให้คนดูรู้สึกคาดไม่ถึงเนี่ย)
หนังดำเนินเรื่อยๆเลยครับ เหมือนเล่น Diablo แล้วก็ต้องผ่านไปทีละเควส
แก้ปมนั้นเสร็จต้องไปแก้ปมต่อไป ซึ่งสำหรับผม ผมดันคาดหวังกับอะไรที่มันตื่นตาตื่นใจมากกว่านี้ไง
ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเทคนิคตระการตา หรือฉากเสื้อผ้าหน้าผมอลังการ
เรื่องนั้นผมไม่สน ต่อให้มีตาแก่สองคนนั่งบนเก้าอี้โยกแล้วพูดกันคนละเรื่อง
แต่ตอนจบมารู้ว่ามันคือเรื่องเดียวกันและเกี่ยวโยงกันอย่างคาดไม่ถึง ผมว่าก็ยังโอเค
'ความคาดไม่ถึง' คงเป็นสิ่งที่ผมคาดหวัง(มากไป)จากหนังเรื่องนี้
ผมรู้สึกเหมือนว่าทีมผู้สร้างนาร์เนียกำลังจะพยายามทำให้ตัวหนังเองเป็นหนังที่มีภาคต่อเยอะๆ
เหมือน Harry Potter (ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่อยู่ในลิสต์ผมอย่างไม่มีเหตุผล เพียงแค่เคยรับชมเท่านั้น)
แต่ Harry Potter ผมว่าเค้ามีโครงเรื่องที่ยาวพอจะทำภาคต่อได้แบบอภิมหายืดเยื้อ
J.K Rowling อาจจะทะลึ่งเขียนขึ้นมาเป็นเล่มพิเศษ เหมือนที่ล่าสุดมีภาคติ่งออกมา
แต่ดูภาคนี้ของนาร์เนียแล้วรู้สึกว่านาร์เนียหมดมุขแล้ว
และเผลอๆก็เริ่มจะก๊อปมุขหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับโจรสลัดอีกเรื่องด้วยซ้ำไป
จริงๆถ้าจบนาร์เนียภาคนี้แล้วไม่มีภาคต่อผมว่าคนดูก็ไม่ใส่ใจนะว่าแล้วปีเตอร์กับซูซานจะเป็นยังไง
เพราะหนังไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้ติดตามตอนต่อไปเลย
อาจจะอยากให้คนดูเข้าไปนั่งลุ้นเอาสำหรับภาคต่อไปก็เป็นได้ ถ้ามองโลกในแง่ดี :)


ผมไม่รู้ว่าจะมีนาร์เนียอีกกี่ภาค แต่ถ้าภาคต่อไปยังเป็นประมาณนี้อีก
ผมอาจจะต้องกำกับไว้ในลิสต์หนังรายการโปรดว่าหนึ่งในนั้นมีนาร์เนีย
แต่แค่ภาคแรกและภาคสองเท่านั้น :P


วันหยุดปีใหม่นี้ถ้าเค้าไม่มีงานเล่นที่ไหนก็ตั้งใจว่าจะไปเที่ยวกัน
จริงๆในแผนมันมีผมคนเดียวนะที่จะไปเชียงใหม่
แต่แผนเปลี่ยนตรงที่ผมกลัวว่าจะไม่มีรถกลับมาทันส่งงานให้ลูกค้าวันที่ 2
ซึ่งคือผมต้องกลับถึงกรุงเทพวันที่ 1 ก็แม่คุณจะบินไปปากีสถานวันที่ 3
เดือดร้อนวันหยุดกูนะเนี่ยมึงรู้หมายยย ?
แผนเปลี่ยนเป็นมีผู้ร่วมเดินทางด้วยอีก 1 ชีวิต
เปลี่ยน location แบบคนละขั้ว จากจะไปเหนือ เค้าเล่นจะลงใต้
คาดว่าจะไปรีสอร์ทเพื่อนเค้าที่ จ.นครศรีธรรมราช งานนี้ผมจะพกกล้องคอมแพคตัวเดียว
ไม่น่าจะได้รูปอะไรมากมาย เพราะนี่จะเป็นการไปพักผ่อนจริงๆครั้งแรกในรอบปีของคนสองคน
ถ้าได้ไป จะเอารูปบรรยากาศคร่าวๆมาแบ่งปันนะครับ

***แผนเปลี่ยนตอนตี 1 ครึ่ง ตกลงว่าไป 'สมุย'

เค้าจะไปช่วยวงพี่เล่นที่นู่น ก็เที่ยว+Countdown ที่นู่นเลย ก็ดีนะ สมุย :D

 

 


ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับ :)


          "จงยินยอมให้คนรักเก่าของคุณเอาความรักของเขา/หล่อนคืนไป
แต่อย่ายินยอมให้ใครคนนั้นเอาความเป็นตัวตน ความมีชีวิตชีวา
หรือความร่าเริงสดใสในตัวคุณไปด้วย
มันเป็นของคุณและขอให้มันจงอยู่กับคุณตลอดไป"
 
 
Bangkoker C.

ขับรถ.. .กิน(อา)รมณ์

posted on 04 Oct 2010 21:03 by bangkokerr  in Writing
     ถ้าชีวิตคน คือ รถหนึ่งคัน ตอนนี้รถกระป๋องเก่าๆคันน้อยๆอย่างผมกำลังแล่นอยู่บน "ถนน พัฒนาการ" อยู่
ด้วยความเร็วต่ำ เหมือนขับรถกินลมไปเรื่อยๆ
ทั้งที่ความจริงถนนเส้นนั้นไม่น่าจะเหมาะกับการขับรถกินลมซักเท่าไหร่
 
      ผมหยุดชะงักทุกอย่างถึงเข้าขั้นเข้าเกียร์ถอยหลังไปกับระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา
ถอยหลังไปไกลเลยครับ เกียร์ไม่ได้เลื่อนมาที่ D เลย ถอยไปดูภาพวันเก่า
ถอยไปเก็บความรู้สึกเก่าๆ ถอยไปยิ้มทั้งน้ำตากับสถานที่เดิมๆ
แล้ววันนี้ก็ยังไม่รู้เหตุผลเลยว่า ที่ทำไปทั้งหมด.. .เพื่ออะไร ?

 

     ระยะเวลา 4 เดือนกับความเงียบเหงา น่าจะเป็นคำชี้แจงได้แล้วว่า
ผมไม่ควรรออะไรที่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้แล้ว
ผมควรจะทำความเข้าใจกับมันตั้งนานแล้วเสียด้วยซ้ำ
คนโง่ๆอย่างผมบางทีก็ไม่ยอมทำความเข้าใจกับทิศทางการเดินของเข็มนาฬิกาหน่ะครับ
ถ้าผมฉลาดและตั้งใจเรียนเสียหน่อย ผมคงได้รู้ว่านาฬิกาเดินเป็นวงกลม
และไม่เดินย้อนกลับทางเดิม และมันก็เดินของมันอย่างนั้นทุกวัน
จนกว่าแหล่งพลังงานมันจะขาดใจ
และผมก็มั่นใจว่าไม่มีนาฬิกาประเทศไหนหมุนจากทางขวาไปทางซ้าย
ถ้ามีก็เป็นส่วนน้อยและคนทำต้องว่างและขวางโลกพอสมควร

 

       แม้รถเกียร์ออโต้จะเหยียบคันเร่งเดินหน้า และถอยหลังอันเดียวกัน
แต่อยู่ที่มือและใจเราเท่านั้นที่จะบังคับมือให้เปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่งไหน
คำนึงที่หลายๆคนชอบพูดทั้งผ่านหูผมไปบ้าง ค้างอยู่ในหูและหัวผมบ้าง
คือคำว่า "ชีวิตยังต้องเดินไปข้างหน้า" แต่บางครั้งผมก็แค่ถอดใจ
ไม่รู้ว่าจะเดิน(ต่อ)ไปข้างหน้า เพื่อใคร หรือเพื่ออะไร ?

 

      วันนี้ผมก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากว่าผมรู้คำตอบ
เพราะคำตอบที่ผมรู้อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป
ผมเพียงแต่พยายามคิดว่า ถ้ามันต้องเดินต่อก็คือมันต้องเดินต่อ
มันจะต้องเจออะไร มันจะต้องเจอใคร มันจะเป็นเรื่องดี มันจะเป็นเรื่องร้าย
ผมจะได้อะไร หรือสูญเสียอะไร มันก็เป็นเรื่องของวันข้างหน้า
มันต้องเดินก็ต้องเดิน ปฎิเสธให้วันเวลาหยุดอยู่แค่วันนี้พรุ่งนี้ไม่ได้
ก็เหมือนนาฬิกาไงครับ จนกว่าพลังงานเราจะหมด

 

      ถ้าต้องเดินหน้าทั้งที ควรจะบรรจงเหยียบคันเร่งกันเสียหน่อย
อย่าให้อะไรที่ผ่านเข้ามาแบบฉาบฉวยทำให้เราประมาท
ทำให้เราเลินเล่อ ทำให้เราไม่ทันได้ตั้งสติรับมือ และเผชิญหน้ากับมัน
อะไรที่เข้ามาง่าย ก็มีสิทธิ์จะผ่านไปง่ายเช่นกัน
ตามคำพุทธที่ว่า "ทุกสิ่ง เป็น อนัตตา"
แปลว่า ทุกสิ่งเป็นเรื่องไม่เที่ยง ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร
ยิ้มตอนนี้ ไม่ทันไรรอยยิ้มก็จืดจางหายลงไปได้
ร้องไห้ตอนนี้ ไม่ทันไรน้ำตาก็แห้งเหือดหายไป
น้ำฝนไม่ได้หยดตลอดเวลา พระอาทิตย์ก็ไม่ได้อยู่กับเรา 24 ชั่วโมงเช่นกัน.. .

 

      ณ ขณะนี้ การจราจรบนถนนสายนี้ไม่ติดขัดมากนัก
ผมใช้โอกาสหันไปส่งยิ้มให้รถคันข้างๆ เพื่อนร่วมเดินทางของผมบ้างเป็นระยะๆ
อย่างน้อยผมก็อุ่นใจว่าถ้ารถคันเล็กๆคันนี้เสียเมื่อไหร่
เพื่อนคันข้างๆคงพอมีอะไหล่ให้หยิบยืม
หรือลงมาช่วยเปลี่ยนยางอะไหล่กันได้ระหว่างทาง
ต่อให้ถนนเส้นนี้จะมีกี่แยก ผมก็จะเลือกขับตรงไปก่อน
ต่อให้สุดทางจะมีป้ายบอกทางไป "คลองตัน"
ผมก็ยังแฮปปี้ถ้าจะต้องกลับรถมาวิ่งบนถนนสายเดิม
เปลี่ยนทัศนียภาพมาดูอีกฝั่งข้างทางบ้าง
แล่นไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอเส้นทางไป "ถนนความสำเร็จ"

 

      ว่างๆมาขับรถเล่นกันบ้างก็ดีนะครับ
ถนนเส้นนี้ยังพอมีที่ให้รถคันงามอย่างคุณอยู่
ถ้ามีโอกาสผมคงได้ส่งยิ้มให้คุณผ่านกระจกบานใสของรถเก่าคันเล็กของผมแน่นอน
เดินทางปลอดภัยครับ :)

 

 

 
นี่รถผมครับ :')

ชนวนเหตุ

posted on 09 Sep 2010 00:21 by bangkokerr  in Writing

เรื่องสั้นเรื่องที่สอง "ชนวนเหตุ"

            “น้องผึ้ง ระวังรถ !” ‘ละยี’
หนุ่มปักษ์ใต้อาศัยในเมืองกรุงพุ่งเข้าคว้าตัวเด็กหญิงผมเปียที่คนในละแวกนั้นรู้จักกันดีในชื่อ ‘น้องผึ้ง’  
   

            “ทำไมขี่รถไม่ระวังอย่างนี้น้องผึ้ง”
สำเนียงใต้ผสมอารมณ์ตำหนิถูกเปล่งออกจากลำคอที่แห้งผากจากการขาดน้ำระหว่างทางกลับบ้าน
ละยีเปิดประตูเข้าไปในบ้านเช่าที่เขาและ ‘ลีอา’ แฟนสาวชาวปักษ์ใต้เช่าอาศัยอยู่ด้วยกัน
ตั้งแต่ตัดสินใจเข้ามาเสี่ยงโชคในมหานครอันแออัดแห่งนี้


            ‘ลีอา’ นักพนันชั้นเซียนที่ตลอดทั้งชีวิตในวงไพ่ได้ไม่เท่าเสีย
ลีอาปัดความรับผิดชอบและการร่วมมือในการดูแลทุกๆอย่างในบ้านเช่าขนาด 24 ตร.ม.หลังนี้
ถ้าไพ่ทุกใบในสำรับคือสารเสพติดชนิดนึง
ลีอาคงลงแดงหากวันใดไม่ได้ใช่มือกร้านๆของเธอจั่วมันขึ้นจากกอง
ลีอารับดูแลน้องผึ้งหลังจากน้องผึ้งกลับจากโรงเรียน
แต่ลีอาไม่เคยทำหน้าที่ของเธอได้สมบูรณ์แบบสมกับค่าจ้างที่
‘กิ่ง’ แม่ของน้องผึ้งจ่ายให้เธอเลยซักครั้ง

 

            และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ละยีส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา
ในพฤติกรรมการเสพการพนันจนเข้าเส้นของลีอา
วันนี้น้องผึ้งเกือบกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณก็เพราะความละเลยของลีอา
ถ้าวันหนึ่งเขากลับจากที่ทำงานช้ากว่านี้แล้วเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก
พี่กิ่งคงไล่เขาและลีอาออกจากบ้านเช่าที่เธอคิดราคาถูกแสนถูกทันที
บ้านหลังใหม่ของพวกเขาอาจจะมีชื่อเรียกอย่างสวยงามว่า ทัณฑสถาน
และเขากับลีอาคงมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต.. .

 

            ‘แป้ง’ นักศึกษามหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งย่านชานเมือง
ลูกสาวคนเดียวของ ‘อาจินต์’ นักธุรกิจร้อยล้าน
มีหน้ามีตาในสังคมได้เพราะผู้เป็นแม่จับไปออกงานบ่อยๆ
ทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่พิศมัยสังคมชั้นสูง คุณหญิงคุณนายที่เดินถือคอกเทลหนึ่งแก้ว
เดินจีบปากจีบคอสนทนากันในงาน แต่ความเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายของแป้งก็ทำให้บางคืน
เธอลงเอยที่งานเลี้ยงรุ่นนักเรียนนายร้อยกับพ่อและแม่แทนการอ่านหนังสือสอบวิชาเศรษฐศาสตร์ที่จะสอบอยู่พรุ่งนี้แล้ว

 

            หลังจากแยกกับเพื่อนในศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพ แป้งตัดสินใจเดินออกจากตัวห้าง ขอใช้สองเท้าที่เคยเหยียบแต่คันเร่งและพรมแดงเดินบนทางเท้าที่ใครๆเขาก็เดินกันบ้าง เพื่อนกลุ่มเมื่อกี๊หรอ ก็บรรดาลูกๆเพื่อนคุณแม่ทั้งนั้น เป็นเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนช้อปเสียมากกว่า นี่ฉันออกมาเดินทำไมคนเดียวให้เหงาเนี่ย บ้าจริง โทรตาม ‘น้าอดูร’ คนขับรถของคุณพ่อมารับดีกว่า

 

            ขณะที่แป้งสารวนกับการรื้อค้นโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่เชื่อมโยงเครือข่ายคนทั้งโลกไว้ในเครื่องเดียว หากแต่เป็นที่น่าเสียดายที่มันไม่ได้เชื่อมโยงเธอกับคนที่อยู่รอบกายได้เลย กระเป๋าสตางค์แบรนด์ดังก็ร่วงจากกระเป๋าถือราคาหลายหมื่น ตกลงบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง เชื้อโรค และแบคทีเรีย

 

            มีผู้ชายคนนึงอยู่ในเหตุการณ์นี้ เขาเดินตรงเข้ามาแล้ว เขาจะเอากระเป๋าสตางค์ฉันไปมั๊ยนะ เขาก้มลงหยิบแล้ว อย่าเลย วันนี้ฉันใส่ส้นสูงวิ่งตามเขาที่มีรูปร่างสันทัดไม่ทัน

 

              ละยีก้มลงเก็บกระเป๋าแล้วส่งคืนให้กับแป้ง ใบหน้าของแป้งแสดงออกได้ดีถึงความรู้สึกหวาดระแวงและตกใจกับการกระทำของละยี เธอไม่คิดว่าเขาจะไม่รู้ค่าของทรัพย์สินที่อยู่ข้างในกระเป๋าสตางค์ใบนี้ ทันทีที่แป้งตั้งสติได้ เธอเสนอที่จะให้สินน้ำใจกับละยีตามประสาคนรวยที่ซื้อความดี ละยีปฏิเสธ ส่งยิ้มจางๆบ่งบอกถึงความผิดหวังว่าที่น้ำใจของเขาไม่ควรมีค่าเป็นเงินตรา แต่ควรมีคุณค่ากับจิตใจของใครคนที่ได้รับ ละยีเดินห่างไปแล้ว แต่แป้งยังคงรู้สึกอยู่อย่างนั้น.. .ตรงนั้น

 

              ละยีกลายเป็นวีรบุรุษคนดีที่เงินซื้อไม่ในสายตาแป้งไปแล้ว หรือเพียงเพราะเธอไม่เคยประสบอะไรแบบนี้

 

              ‘กิ่ง’ แม่หม้ายสาวผู้เป็นคนสำคัญไม่กี่คนในชีวิตของน้องผึ้ง และเป็นคนเดียวกับผู้เป็นเจ้าของบ้านเช่าที่ลีอาและละยีเช่าอยู่ กิ่งทำงานในบริษัทประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทลูกของบริษัทยักษ์ใหญ่ของอาจินต์ กิ่งทำงานในส่วนของงานลูกค้าสัมพันธ์ ในแต่ละวันเธอพูดคุยกับคนมากมาย ทั้งต่อหน้า และทางโทรศัพท์ แต่คนที่เธอพูดคุยด้วยน้อยที่สุด กลับคือน้องผึ้ง ลูกสาวของเธอเอง

 

              ปีนี้บริษัทที่กิ่งทำงาน มีผลกำไรตกลงจากไตรมาสที่แล้ว ด้วยเพราะราคาหุ้นของบริษัทที่ดิ่งลงในชั่วข้ามคืนทันทีที่รู้ว่าในบริษัทแม่กำลังมีการยักยอกเงินจากผลประกอบการไตรมาสที่แล้ว ทำให้ผู้ถือหุ้มหมดความมั่นใจที่จะลงทุนและถอนหุ้นคืนไปแล้วกว่าครึ่ง บริษัทกำลังจะปิดตัวลงในไม่ช้า.. .กิ่งกำลังจะตกงาน

 

              ทิศหนึ่งบนถนนของสี่แยกไฟแดงที่ขึ้นชื่อว่าติดมหากาฬ แต่อาจินต์ก็เลือกให้อดูรขับมาทางนี้ ยังพอมีเวลาเหลือสำหรับการประชุมผู้บริหาร เด็กเช็ดกระจกตรงเข้ามา และใช้ที่ทำความสะอาดด้านนึงเป็นฟองน้ำ ด้านนึงเป็นแผ่นยางสำหรับรีดน้ำออกจากผิวกระจกปาดๆป้ายๆบนกระจกหน้ารถของอาจินต์ อดูรปัดมือไล่ แต่อาจินต์ห้ามไว้ เขาส่งเงินให้อดูรเพื่อส่งให้เด็กหนุ่มผิวคล้ำที่อยู่ในเครื่องแต่งกายที่พอคาดการณ์ได้ว่าเด็กพวกนี้คงอยู่ในสลัมไม่ห่างจากแยกไฟแดงนี้นัก

 

              จริงๆกระจกรถของอาจินต์สะอาดอยู่แล้วด้วยฝีมือของอดูรก่อนออกจากบ้านเมื่อเช้านี้ แต่ที่อาจินต์ปล่อยให้เด็กหนุ่มลงมือลงแรงจนกระจกใสเหมือนเดิมนั้น เพราะเขาเพียงแค่อยากให้เด็กหนุ่มคนนี้รู้ว่านี่คือน้ำพักน้ำแรงของเขา ในใจหวังให้เด็กหนุ่มระลึกรู้ว่าเงินแต่ละบาทกว่าจะหามาได้ยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหนในยุดคที่เศรฐกิจซบเซาแบบนี้ สมัยที่อินต์เป็นเด็กรับจ้างล้างจานทั้งวันได้ค่าตอบแทน 2 บาทก็มากโขแล้ว อาจินต์ในวันนั้นยังเป็นอาจินต์ในวันนี้ แม้สถานภาพที่เปลี่ยนไป แต่สภาพมือไม้ที่ลอกและแห้ง เป็นผลจากการแพ้น้ำยาล้างจานราคาถูกเป็นอย่างไร อาจินต์ไม่เคยลืม

 

             ‘นภ’ กำลังเข้าประชุมผู้บริหารสาย เขาจะต้องเข้าประชุมในฐานะผู้จัดการฝ่ายการเงินเมื่อ 10 นาทีที่แล้ว ถ้าเขาไม่มัวกังวลกับวาระการประชุมครั้งนี้เขาควรจะนั่งบนเก้าอี้เบาะหนังสีดำ ด้านขวาสุดของโต๊ะเป็นตำแหน่งของท่านประธานอาจินต์ วาระการประชุมที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมากับมือ เพียงเพราะความสับเพร่าของที่สลับซองเอกสารที่แสดงการยักยอกเงินภายในบริษัทกับเอกสารแสดงค่าใช้จ่ายในการลงสำรวจพื้นที่สำหรับขยายธุรกิจที่เขาลงพื้นที่ไปสำรวจถึงหมู่เกาะตะรุเตากับเลาฯสาวสวยประจำตัว เอกสารการยักยอกเงินเป็นฝีมือเขาอีกนั่นแหละ

 

             นภได้รับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการเงินเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ถ้านับๆแล้วก็จะเท่ากับอายุของน้องผึ้งลูกสาวเขาพอดี นภใช้ความทะเยอทะยาน ไต่เต้าในหน้าที่การงานด้วยการหยิบยืมมือและสมองของบรรดาลูกน้องในแผนก เขาเปรียบเหมือนแม่ทัพที่ได้รับชัยชนะและรางวัลที่งดงามมากกว่าใครๆในทัพทั้งที่ใช้สมองและสองมือไม่ถึงเศษเสี้ยวของไพร่พล

 

            “กึ้ง !”

 

            “ช่วยด้วย มีเด็กโดนรถชน ! ใครก็ได้ออกมาช่วยที !”

 

            เสียงรถกู้ภัยดังเข้ามาทุกขณะ คนขับเปิดประตูรถออก ก้าวเท้าลงจากรถช้าๆ เนื้อตัวสั่นเทา มือซ้ายถูกยกขึ้นมาปิดปาก ภาพตรงหน้าตอนนี้ เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงผมเปียวัยสามขวบ ไม่ต้องจับชีพจรดูก็พอรู้ว่าเด็กหญิงผมเปียไม่สูดอากาศมีเจือไปด้วยมลพิษของกรุงเทพเข้าไปในปอด และฟอกมันออกมาเป็นลมหายใจที่สกปรกกว่าอีกแล้ว ซากจักรยานคันน้อยของเธอกระเด็นไปไกลจากที่เกิดเหตุมากพอสมควร ชาวบ้านส่งเสียงวิพากย์วิจารณ์กันเซ็งแซ่

 

            แป้งโทรหาพ่อด้วยอาการตกใจและร้อนรน เธอแทบพูดไม่เป็นภาษา ภาพที่เธอเห็นวันนี้คงติดตาเธอไปอีกแสนนาน เมื่อผู้เป็นพ่อทราบเรื่องก็เกือบจะลมจับ แต่ยังคงพยุงสติและสั่งให้อดูรออกรถตรงมายังที่เกิดเหตุทันที

 

            ตำรวจมาแล้ว นี่เธอกำลังจะเป็นฆาตกร ถึงแม้จะเป็นข้อหาโดยประมาท แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นมัจจุราชที่คร่าชีวิตเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆและส่งวิญญาณเธอกลับไปยังที่เดิมทั้งที่เธออยู่บนโลกนี้ได้แค่หนึ่งพันกับอีกเก้าสิบห้าวันเท่านั้น

 

            คนที่มาถึงที่เกิดเหตุก่อนกลับไม่ใช่อาจินต์ แต่เป็นนภ ผู้ที่เป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงในการเดินทางครั้งนี้ของแป้ง แป้งโผเข้ากอดเขา ถ้ามีใครมาเห็นภาพนี้คงพอคาดเดาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ ลูกสาวผู้บริหารและผู้จัดการฝ่ายการเงินบริษัท ช่างเป็นเรื่องที่จะให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น

 

            เส้นทางในถนนหน้าบ้านของกิ่ง เป็นทางที่สามารถลัดเลาะหลีกหนีการจราจรในช่วงเย็นวันศุกร์หลังเลิกงานได้ดี นภจึงแนะนำให้แป้งใช้เส้นทางนี้ เส้นทางที่ผ่านบ้านเก่าหลังแรกและหลังเดียวที่เขาจะเรียกมันว่า ‘บ้าน’ นอกจากบ้านหลังนั้นแล้วนภไม่เคยรู้สึกว่าที่ไหนจะเหมาะสมกับคำว่าบ้านได้อีกเลย

 

            เพราะเป็นครั้งแรกที่แป้งขับรถเข้ามาบนถนนสายนี้ ตรอกซอกซอยแคบๆต่างๆทำให้จังหวะชีพจรของเธอเต้นไม่คงที่ รถคันหลังก็กระชั้นมาเหลือเกิน ทางข้างหน้าจะไปต่อยังไงก็ไม่รู้ เพราะคนเดียวที่จะบอกทางเธอได้ก็กำลังประชุมอยู่ในห้องเดียวกับพ่อของเธอ

 

            ความประมาทของแป้งที่ไม่เข้าเกียร์ว่างที่ไม่ว่ารถยี่ห้อไหนซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นรถเกียร์อัตโนมัติทุกคันจะต้องมี ทำให้เธอเผลอเหยียบคันเร่งโดยไม่ทันระวัง.. .

 

            กิ่ง ลีอา ละยี อาจินต์ แป้ง อดูร และนภ นั่งมองภาพโลงขนาดเล็กกว่าของคนทั่วไปที่ตั้งอยู่ตรงหน้า รายล้อมไปด้วยพวงหรีดจากร้านจัดดอกไม้หลายเจ้า ควันจากธูปพวงพุ่งจากบริเวณส่วนปลายที่เป็นสีแดงอันเกิดจากการมอดไหม้ กลุ่มควันลอยสูงขึ้นและสลายไปในอากาศช้าๆ พระสงฆ์ 8 รูปนั่งเรียงอยู่ด้านข้างบริเวณที่กิ่งนั่งกำลังสวดบทสวดที่พุทธศาสนาวันอาทิตย์ในวัดไม่ได้สอน น้ำตาของผู้เป็นแม่หลั่งไหลไม่ขาดสาย เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองภาพตรงหน้าหรือชายตามองชายต้นเหตุที่นั่งอยู่ห่างจากเธอไป 4-5 แถว

 

            หลังจากพิธีสวดจบลง แขกเหรื่อทยอยกันกลับหมดแล้ว อาจินต์ยื่นซองเงินส่งให้กิ่ง

 

“ไว้ใช้สำหรับจัดงานคืนที่เหลือนะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันรับภาระไหว ลูกดิฉันเองทั้งคน ขอบคุณคุณมากนะคะ”

“ขอบคุณผมเรื่องอะไร ลูกสาวผมขับรถชนลูกคุณตายเนี่ยนะ”

“ขอบคุณที่ช่วยย้ำให้ฉันระลึกได้ว่าเงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน คนบางคนขายความเป็นคนเพื่อแลกกับเงินอยู่ตลอดเวลา ไม่เปลี่ยนแปลง และขอบคุณที่ทำให้ฉันเข้าใจว่าอะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตชั้น ชีวิตนี้”

 

บนนั้นหนูมองเห็นแม่ชัดมั๊ยคะคนดี แล้วคืนนี้แม่จะเล่านิทานให้หนูฟังก่อนนอนเหมือนเคยนะลูก ว่าแต่วันนี้หนูอยากฟังเรื่องอะไร.. .

 

 

*สำหรับชื่อเรื่อง 'ชนวนเหตุ' คุณอ่านว่าอะไรกันบ้างครับ ?

 

เรื่องสั้นของ 'ฤดี'

posted on 07 Sep 2010 14:27 by bangkokerr  in Writing

ประเดิมงานเขียนชิ้นแรกด้วย "เรื่องสั้นของ 'ฤดี' "

               ก่อนอื่นผมต้องบอกก่อนว่า ไม่ว่าพวกคุณจะยินดีหรือไม่ เรื่องราว หรือข้อมูลส่วนตัวของพวกคุณบางคนที่เวียนว่ายเข้ามาในสารบบชีวิตผม กำลังถูกพิมพ์และกล่าวถึงในบรรทัดต่อๆไป ขอเชิญสดุดีความดีความชอบสำหรับแรงบันดาลใจจากพวกคุณทุกๆคน และ สวัสดีครับ

 

                 นอกหน้าต่างบานนี้ที่ ‘ฤดี’ ใช้เป็นช่องทางสังเกตุการณ์ความเคลื่อนไหวของบ้านใกล้เรือนเคียง บ้านของฤดีตั้งอยู่บริเวณทางสามแพร่งที่ใครต่อใครพากันเอาอาหารคาวหวาน ดอกไม้ธูปเทียนมาไหว้เจ้าที่เจ้าทางขอให้อย่าได้ประสบเคราะห์หน้าบ้านของสาวเจ้าเลย ทำให้เหนื่อยฤดีที่จะต้องมาเก็บกวาดทุกเช้า ฤดีไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ หรือความเชื่อปรำปราพวกนี้ เธอออกจะรำคาญที่อยู่ดีๆมีคนแปลกหน้าเอาเครื่องเซ่นมาวางไว้บนพื้นซีเมนต์ที่แสดงอาณาเขตว่านี่คือบ้านของเธอ

 

                ฤดีเป็นคนชอบ ‘สอดรู้สอดเห็น’ แบบลับๆ ฤดีไม่แสดงตัวตนความเป็นสายสืบเฉพาะกิจเวลาเดินตลาด เธอคิดว่าความลับบางอย่าง เธออยากรู้และไม่อยากเปิดเผย ตัวตนที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของชาวบ้านคงไม่น่าภิรมย์นักถ้าใครรู้เข้าด้วยวัยและสถานภาพโสดของเธอ

 

                บ้านหลังที่ฤดีชอบใช้เวลานั่งบนขอบหน้าต่างจดจ่อกับความเคลื่อนไหวในบ้านนั้น เป็นบ้านของวิศวกรหนุ่มกับครอบครัว อันประกอบด้วย พ่อ แม่ และน้องสาวของวิศวกรหนุ่ม ชื่อของเขา คือ ‘ชวาล’ “ชื่อช่างโบราณเสียงจริง” ฤดีคิดเมื่อครั้งแรกที่ได้ยินคนในบ้านนั้นเรียกชื่อเขา “แต่ก็คงสมกับฉันดี เพราะชื่อฉันก็โบราณไม่แพ้กัน” นั่นเป็นเสียงในความคิดต่อมาของฤดี

 

                ทุกเช้าชวาลจะถอยรถออกจากบ้าน โดยไม่เคยรู้ตัวว่ามีสายตาหนึ่งคู่จับจ้องเขาจากหน้าต่างชั้นสองของบ้านอีกหลังหนึ่ง แม่ของชวาลจะเดินออกมาใส่บาตรหลังจากนั้นและปิดประตูบ้านเมื่อลูกชายออกไป นัยว่าฤดีสนใจแต่เหตุการก่อนหน้านั้น เมื่อท้ายรถของชวาลพ้นสายตาของฤดีไป เธอก็หันกลับเข้ามาในบ้าน แต่งตัวออกไปทำงาน

 

                ฤดีทำงานเป็นเสมียนอยู่ที่บริษัทรับส่งเอกสาร หน้าที่ของฤดีคือคอยจัดแจงตารางว่าใครจะไปส่งของที่ไหน กลับมาเมื่อไหร่ และไปที่ไหนต่อ ฤดีไม่เคยคิดว่างานที่ทำอยู่เหมาะสมกับใบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง แต่สมัยนี้จะให้หางานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จบปริญญาโทเดินเตะฝุ่นก็มีถมไป

 

                หลังเลิกงานฤดีอาศัยรถประจำทางสายประจำ บางครั้งคุ้นหน้าคนขับบ้างไม่คุ้นบ้าง ยานพาหนะทำด้วยไม้และโลหะนั้นพาเธอถึงปากซอยบ้านอย่างสวัสดิภาพตลอด 3 ปีที่เธอทำงานเป็นเสมียน แต่วันนี้รถประจำทางเจ้ากรรมเกิดเสียหลังจากที่ออกจากอู่ใกล้ที่ทำงานของฤดีมานิดเดียว กระเป๋ารถตะโกนบอกให้ผู้โดยสารเดินจากรถไปรอรถคันใหม่ข้างล่าง ฤดีนึกฉุนเฉียว “อุตส่าห์ได้นั่งอยู่แล้วเชียว ประเดี๋ยวพอคันใหม่มา คนก็จะแน่น ยังไงเสียก็คงไม่มีที่นั่ง” ฤดีตัดสินใจเดินย้อนกลับไปที่อู่ เพื่อขึ้นจากต้นสายนั่นจะทำให้เธอได้ที่นั่งสมใจ

 

                “...อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ว่าอะไรสำคัญไปกว่า แค่รักกัน..” เสียงเพลงจากวิทยุในรถของชวาลกล่าวขานออกมาเช่นนั้น ชวาลชอบฟังวิทยุคลื่นนี้เพราะช่างเลือกเปิดเพลงได้ตรงวัยกับเขานัก แม้ไม่ใช่แฟนประจำ แต่เขาก็ฟังทุกเช้าและทุกเย็นระหว่างขับรถจากบ้านไปที่ทำงาน จากที่ทำงานกลับบ้าน ชวาลไม่เคยสนใจฟังเสียงของนักจัดรายการ เขาเงี่ยหูเพื่อรอฟังเพลงถัดไปที่จะแว่วเข้ามาเท่านั้น

 

                อารมณ์ฉุนเฉียวของฤดียังคงอยู่ในหัวใจที่เต้นถี่และเต้นแรงจนเมื่อรู้ตัวว่าตนเองกลับบ้านช้าไป 10 นาทีเพื่อได้เห็นหน้าเทพบุตรในฝันชัดๆก็คราวนี้ “พรุ่งนี้เสียอีกนะไอรถเมล์บ้า” ฤดีเขินอยู่คนเดียวขณะที่ชวาลลงจากรถเดินตรงไปเปิดประตูบ้าน เขาส่งยิ้มทักทายให้ฤดีเล็กน้อยตามประสาบ้านใกล้เรือนเคียง แต่เขาหารู้ไม่ว่ารอยยิ้มนั้นทำให้สตรีเพศบางคนนอนไม่หลับ.. .ทั้งคืน

 

                การจราจรที่แออัดบนถนนสุขุมวิท สร้างแรงกดดันให้ชวาลเมื่อเข็มนาฬิก้าอมือราคาแพงบอกว่าเขากำลังไปดูงานสายไปแล้ว 20 นาที พาลทำให้หงุดหงิดคนจัดงานว่าทำไมต้องมาจัดบนถนนเส้นนี้ และทำไมต้องมาจัดในเช้าวันจันทร์เช่นนี้ ชวาลเอื้อมมือเปิดวิทยุคลื่นโปรดของเขาด้วยความคาดหวังว่าเสียงเพลงจะทำให้เขาใจเย็นลงได้บ้าง

 

                “...มีเธอเสมอ อยู่เคียงใจ รับรู้รับฟัง ที่เป็นไป...” นักร้อง นักการเมืองที่ร้องเพลงนี้ป่านนี้อยู่ที่ไหนกันนะ แล้วชวาลก็ต้องหยุดคิดเมื่อสัญญาณไฟจราจรเป็นสีเขียว และรถทุกคันกำลังแก่งแย่งชิงดีจะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางข้างหน้า เขาก็เป็นหนึ่งในนั้น

 

                จากหน้าต่างรถของรถประจำทาง ฤดีจำรถคันนี้ได้ดี รถเก๋งคันงามที่ติดไฟแดงเคียงคู่รถประจำทางเป็นคันเดียวกับที่เธอนั่งมองทุกเช้า แล้วคนขับก็คงไม่ใช่ใคร ฤดีชะเง้อมองเข้าไปในตัวรถ แต่ก็เห็นแค่เพียงนาฬิกาและข้อมือของวิศวกรหนุ่มเท่านั้น ฤดีได้แต่มองตามรถคันงามเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม ผ่านสี่แยกไปจนสุดสายตา

 

                ที่อีกสี่แยกที่รั้งชวาลไม่ให้ไปถึงที่งานนั้น เด็กขายพวงมาลัยตรงรี่มายืนข้างตัวรถเขา ชวาลไม่เคยซื้อพวงมาลัยแขวนหน้ารถ เพราะเขาไม่พิศมัยในกลิ่นดอกไม้ที่อยู่ปลายสุดของมาลัยนัก แต่วันนี้เด็กน้อยคนนี้มายืนใกล้รถเขาเหลือเกิน ใกล้จนเขาเห็นสีผิวดำกระดาก กระดูกข้อมือที่เล็ก แห้ง ประดุจหนังหุ้มกระดูกดีดี คราบความสกปรกบนเรือนร่าง และความน่าเวทนาในดวงตาของเด็กชาย ชวาลตัดสินใจหยิบแบงค์ร้อยสีแดงใหม่เอี่ยมจากกระเป๋าสตางค์หนึ่งใบ เด็กชายกำลังหยิบพวงมาลัยและเงินทองส่งคืนให้ชวาล ชวาลจึงตัดบทเสียก่อน “พี่ให้ เอาไว้กินข้าวนะ” เด็กชายยกมือไหว้ก้มหัวขอบคุณ แล้วเดินไปปฏิบัติภารกิจต่อ

 

                ไฟเขียวแล้ว เด็กขายพวงมาลัยยังยื่นพวงมาลัยส่งให้คนขับรถเมล์อยู่เลย  “นี่จะทำให้ฉันไปทำงานสายนะ” ความคิดของฤดีฉุนเฉียวกับทุกเรื่องหลังจากที่รถของชวาลผ่านไปต่อหน้าต่อตาเมื่อ 10 นาทีที่แล้ว พลันรถก็เคลื่อนตัวไปตามทาง และจอดทุกทุกป้ายที่มีผู้ประสงค์จะลง

 

            ชวาลขายรถ หันมาใช้บริการขนส่งมวลชนกรุงเทพ เพลงบนรถในแต่ละวันถูกหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามรสนิยมของคนขับ หรือบางวันก็มีเพียงเสียงเครื่องยนตร์และเสียงจอแจบนท้องถนนเท่านั้น เขาได้พบปะกับนักจัดรายการคนเดิมบ้างเป็นครั้งคราว

 

            ฤดีซื้อรถมือสองคันเล็กๆขับตามท้องถนนไปทำงาน อาศัยเปิดวิทยุที่ติดมากับรถกลบเกลื่อนความโดดเดี่ยวในตัวรถ เธอเคยมีเพื่อนร่วมทางเยอะกว่านี้ ฤดีเปิดฟังคลื่นที่เปิดเพลงดี เพลงเก่า เพลงที่ทั้งสองร้องคลอไปด้วยกันโดยไม่รู้ตัว

 

            หน้าต่างบานนั้นไม่เคยถูกเปิดอีก และชวาลก็ไม่เคยได้ยิ้มให้สาวข้างบ้านอีก.. .