ลมเหม็นบนรถเหลือง
posted on 23 Apr 2012 00:16 by bangkokerr in Diaryสองหมื่นวันที่ฉันจะโกรธน้อยลง
posted on 10 Mar 2012 00:53 by bangkokerr in Diaryถ้าคิดเป็นเงิน สองหมื่นถือเป็นเงินที่ไม่ได้มากมายอะไรในสมัยนี้ซื้อ iPhone ซักเครื่องยังไม่ได้เลยแต่ิ่ถ้าเราคิดว่ามันน้อย มันก็น้อยตามที่เราคิดถ้าเราเอาจำนวนนาที จำนวนวินาทีคูณเข้าไปอีกผมไม่คูณให้ดูหรอกครับว่ามันจะเยอะแค่ไหนเราทำอะไรที่เรามีความสุขในสองหมื่นวันนี้รึยัง
ผมไม่คิดว่าผมจะอยู่ใช้ชีวิตจนสองหมื่นวัน เพราะนั่นเท่ากับอายุประมาณ 82 ปีมันคงเป็นความชราที่คนอย่างผมคงไม่อยู่รอเจอ ผมไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จอะไรถึงได้มาเขียนสิ่งที่คุณกำลังอ่าน ผมเพียงอยากเขียนอะไรซักอย่างที่เผื่อจะพอมีประโยชน์สำหรับใครบ้างเพื่อให้สองหมื่นวันของผมไม่เสียเปล่า
ผมได้มีโอกาสเจอผู้คนมากมาย หลากหลายที่มา มีทั้งชอบบ้าง ไม่ชอบบ้างผมได้สัมผัสกับนิสัยของคนมาหลายรูปแบบ แน่หล่ะคุณอาจจะเจอคนเหล่านั้นมามากกว่าผมผมเคยโกรธ เคยเกลียดคนทั้งหลายที่ทำไม่ดี พูดไม่ดี และแม้แต่คิดไม่ดีกับผม(ดูเหมือนผมเก่งเลยนะ อ่านความคิดคนอื่นได้ด้วย)แต่เมื่อความโกรธความเกลียดที่ผมมีทำร้ายอะไรเค้ากลับไปไม่ได้เลยหรือถ้ามันทำได้ ผมก็ไม่รู้ว่าแล้วผมจะได้อะไร สนุก หรือ สะใจอย่างงั้นหรอ
เพราะฉะนั้น เอามันวางไว้ตรงนั้นแหละ ความโกรธความเกลียดทั้งหลายบอกตัวเองดังๆในใจว่า "คนเราเกิดมาร้อยพ่อพันแม่ จะให้ใครมาทำอะไรถูกใจเราไปหมดคงไม่มีเค้าเองก็ไม่ได้ทำอะไรถูกใจเราร้อยเปอร์เซ็นต์ เราเองก็ไม่ได้ทำอะไรถูกใจเค้าร้อยเปอร์เซ็นต์"ผมบอกตัวเองอย่างนั้น และมันก็พอทำให้ผมสยบอารมณ์ของตัวเองลงได้
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมนั่งหน้าบูดและอมความโกรธไว้ในตัว ถ้าตัวผมเป็นลูกโป่งซักลูกมันคงอัดลมจนแน่นและระเบิดตัวแตกไปแล้วไอคนที่ผมโกรธมันไม่ได้รับรู้ด้วยเลย จนสุดท้ายผมเหมือนคนไม่มีสมองที่ทำให้ตัวเองความดันขึ้นฟรีๆ
ผมทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ การสยบความโกรธเนี่ย แต่ก็กำลังพยายามอยู่ในสองหมื่นวันเราเริ่มต้นอะไรใหม่ๆได้ทุกวันแหละครับ ไม่ีมีคำว่าสายถ้ามันไม่ได้มีตัวแปรอื่นนะ อย่างเช่นถ้าพรุ่งนี้ผมจะเริ่มเขียนหนังสือซักเล่ม ไม่ต้องพึ่งพาใคร ใช้แค่สมองและสองมือประทับลงบนคีย์บอร์ด นั่นก็ยังไม่สายแม้ผมจะเคยบอกตัวเองให้เริ่มมานานแล้วก็ตาม คุณอ่านเรื่องนี้จบแล้ว จะลองเริ่มวันพรุ่งนี้กับโปรแกรมการสยบความโกรธไปพร้อมกับผมไม๊ครับ ?
คิดถึงตัวเท่าแมมมอธ
posted on 05 Mar 2012 19:50 by bangkokerr in Diary
The Pursuit of Happyness กับ หน้าที่ของภาพยนตร์
posted on 22 Feb 2012 22:24 by bangkokerr in Commentary
The Pursuit of Happyness เล่าเรื่องจากเรื่องจริง มีงานยากอยู่ที่ต้องเลือกนำเสนอช่วงเวลาในชีวิตจริงหลายปีแล้วนำมาเล่าใหม่ให้มีความยาวน้อยลง อยู่ในกรอบเวลาแค่ชั่วโมงเศษๆ โดยต้องครอบคลุมเนื้อหาที่มีสาระ ความหมาย และถ่ายทอดความรู้สึกได้ครบถ้วนสมบูรณ์ หรืออย่างน้อยๆก็เกือบทั้งหมด การนำเสนอภาพแรกของชีวิต คริส การ์ดเนอร์ ที่ปลุกลูกชาย คริสโตเฟอร์ ที่เตียงทำให้รู้สึกไปกับตัวละครว่าครอบครัวนี้เคยมีชีวิตที่ดี เคยมีบ้านที่อบอุ่น เคยมีที่นอนที่หลับสบาย ภาพการดำเนินชีวิตของผู้คนในเมืองทำให้เห็นว่าครอบครัวนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้เกือบสมบูรณ์ เพราะมาสะดุดตาตรงที่เริ่มมีวัฒนธรรมจีนเข้ามา (ย่านสถานรับเลี้ยงเด็ก) นั่นเป็นเพราะว่าด้วยฐานะที่ไม่ได้ดีมากมายทำให้ความสามารถในการใช้จ่ายเงินต่างๆก็ลดทอนตามรายได้ลงไปด้วย และหนังก็เริ่มทำหน้าที่ของมัน แบบเป็นจังหวะจะโคน ด้วยการใช้เทคนิคที่เสมือนการเล่าเรื่องจริงๆ โดยแต่ละช่วงตอน จะเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า ‘นี่คือช่วงหนึ่งในชีวิตผม ช่วงนี้มีชื่อว่า ‘…’ ‘
หน้าที่ในส่วนของการเล่าเรื่อง (Narrative) ทำได้ดีเพราะไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกสงสัยในหนัง ไม่ปรากฎความไม่ต่อเนื่อง เรียงลำดับของการเขียนบทแบบ 3 องค์ได้เหมาะสมตั้งแต่เปิดเรื่อง แม้จะค่อยๆเปิดเผยภูมิหลังของตัวละครในช่วงกลางเรื่อง แต่คนดูก็สามารถประติดประต่อเรื่องเองได้ เนื่องจากเป็นเรื่องราวอัตชีวะประวัติของบุคคลจริง เพราะฉะนั้นเรื่องที่เล่าไม่จำเป็นต้องแต่งหรือเมคอะไรขึ้นมา เล่าเรื่องด้วยการใช้เสียงบรรยายเพื่อทำให้ดูเป็นการเล่าเรื่องโดยตัวละครเอง เหมือนเชื่อมโยงตัวละครเข้ากับผู้ชมอย่างใกล้ชิด ราวกับว่าชายคนนึงกำลังนั่งเล่าเรื่องของเขาให้เราฟังอยู่ตรงหน้า การเลือกใช้ประโยคที่แทรกความหมายและความรู้สึกของตัวละครทำให้ผู้ชมคล้อยตามกับความรู้สึกนั้นๆ เช่นในฉากที่คริสและคริสโตเฟอร์เล่นบาสด้วยกัน คริสบอกกับคริสโตเฟอร์ว่าเขาไม่อยากให้ลูกเล่นแต่บาสเกตบอล อยากให้ทำอย่างอื่นที่มีสาระด้วย แต่เมื่อเขาเห็นปฏิกิริยาตอบกลับของคริสโตเฟอร์ เขาถึงนึกได้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทุกคนควรมีสิทธิ์ทำอะไรที่ตนเองรักตนเองชอบ เขาไม่อยากประวัติศาสตร์เกิดขึ้นซ้ำรอยกับคริสโตเฟอร์ ทุกความยากลำบากในช่วงชีวิตนั้นของคริสทำให้ในตอนจบของเรื่องเกิดความประทับใจ และภาคภูมิใจราวกับผู้ชมเป็นคริสเสียเอง
หน้าที่ในส่วนของการสร้างอารมณ์ให้ผู้ชม (Emotional)- บทภาพยนตร์หนังสร้างความกดดันร่วมระหว่างผู้ชมและคริสด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบอันหนักอึ้ง และเมื่อโอกาสที่ได้รู้จักกับอาชีพนายหน้าค้าหุ้นเกิดขึ้นพร้อมกับ Sound ที่เริ่มสร้างความหวังให้กับตัวละครให้มีความฝันเพิ่ม เหมือนกับดึงเอาความรู้สึกของผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมในการแอบเชียร์และเฝ้าติดตามความฝันของตัวละครไปด้วย ก่อให้เกิดการติดตามความสำเร็จของคนอื่นอยู่ครู่ใหญ่ สร้างความรู้สึกอยากให้ตัวละครได้ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างนั้นบ้าง ตัวละครถูกเติมความกดดันด้วยการถูกดูถูกจาก ลินดา ผู้เป็นภรรยา แทนที่จะให้กำลังใจ แต่กลับมาทำให้เสียกำลังใจ และเติมความกดดันด้วยความรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายที่ล้นมือ และความน่าสงสารของตัวละครก็ทยอยถาโถมมาเรื่อยๆ หนังสร้างอารมณ์ร่วมให้เกิดกับคนดูอยู่เกือบตลอดทั้งเรื่อง ให้คนดูช่วยลุ้นและช่วยเชียร์ให้คริสผ่านสถานภาพวิกฤตแต่ละอย่างไปได้ ตั้งแต่ลินดาขอแยกทาง บ้านเช่าถูกยึดคืน ห้องเช่าก็ค้างจ่ายต้องหลอกคริสโตเฟอร์ให้นอนในห้องน้ำรถไฟใต้ดิน ต้องไปต่อแถวเข้าพักที่พักฟรีสำหรับคนไร้บ้าน ต้องแบกข้าวของพะรุงพะรังไปทำงานทุกวันเพราะไม่มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง ต้องอดนอนเพื่อท่องตำรา ทุกอย่างแสดงให้เห็นถึงความพยายามของตัวละคร และทำให้เขาได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้ชมไปอย่างท่วมท้น
- เทคนิคทางภาพยนตร์หนังไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรพิเศษมากมายเพราะเป็นหนังประเภทดราม่าปมคอมมาดี้ ไม่มีฉากใดต้องใช้เทคนิคพิเศษในการถ่ายทำ แต่หนังก็ไม่ได้จืดชืดจนน่าเบื่อ หรือไร้ความพิเศษไปเสียทั้งหมด การเลือกใช้โทนสีของภาพ ลักษณะและทิศทางของแสงในแต่ละฉากสามารถสื่อได้ถึงความรู้สึกต่างๆในแต่ละตอน เช่น ในฉากที่คริสต้องใช้ไฟทางเดินสีแดงๆเล็กระหว่างที่ซ่อมเครื่องแสกนเนอร์ นั่นอาจสื่อได้ว่า ถึงแม้ความหวังที่มีอาจจะริบหรี่เท่าแสงสว่างจากดวงไฟหลอดเล็กๆนั้นเท่านั้น แต่ความพยายาม ความอดทน และความตั้งใจของคริสยังมีอยู่ ในฉากสุดท้ายหลังจากที่คริสประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว กำลังจูงมือคริสโตเฟอร์เดินอยู่ที่ถนน สีและแสงในภาพสดใสบ่งบอกถึงชีวิตที่ราบรื่นและทุกอย่างกำลังไปได้ดีและชายในชุดสูทสีดำที่คริสเหลียวหลังมองที่แท้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ คริส การ์ดเนอร์ตัวจริง ทั้งนี้ยังรวมถึงการเลือกใช้ขนาดภาพเพื่อสร้างความหมายอีกด้วย เช่น ฉากที่คริสถูกยึดห้องเช่าที่โมเตลคืนแล้ว เขาพาลูกไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน ภาพขนาดกว้างและมีเพียงสองพ่อ-ลูกเท่านั้นในภาพ ให้ความรู้สึกเคว้งคว้าง เหมือนไม่มีใครหรืออะไรจะช่วยพวกเขาได้เลย
- การแสดงทางด้านของ Will Smith คงไม่จำเป็นต้องพูดถึงเพราะมีผลงานการแสดงมานักต่อนักแล้ว แต่ในด้านการแสดงของ Jaden Smith เป็นที่น่าประทับใจสำหรับผู้ชมในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ และยิ่งโดยเฉพาะหนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแรกในสายวงการบันเทิงของเขา ด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์แบบเด็กที่ Jaden มีทำให้ทิศทางในเรื่องของการแสดงตรงกับคาแรคเตอร์ของคริสโตเฟอร์ในเรื่องได้ไม่ยาก ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กในวัยนั้น เช่นคำว่า Fuck แปลว่าอะไร ทำไมพ่อต้องโกหกผู้ชายคนนึงว่าพ่อมีรถทั้งที่รถถูกยึดไปแล้ว Jaden โดดเด่นในเรื่องนี้เพราะเขาเป็นเหมือนแรงผลักดันให้คริสทำทุกอย่างเพื่อให้คริสโตเฟอร์ไม่รู้สึกขาดเหลืออะไร คงต้องยกคะแนนให้ Will Smith ด้วยในฐานะพี่เลี้ยงนักแสดง และตัวละครอีกตัวที่มีบทบาทมาจนค่อนเรื่องที่ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี สำหรับ Thandie Newton ในบทลินดา การแสดงที่ต้องสื่อถึงความผิดหวัง และความกดดันที่ทำให้เธอไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ต่อไปกับคริสได้ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสีหน้า และแววตาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในฉากที่ลินดาเถียงกับคริสเรื่องที่ว่าใครจะเป็นคนเลี้ยงดูคริสโตเฟอร์ ในฉากนั้นทั้ง Thandie Newton และ Will Smith ต่างต้องแสดงอารมณ์ของแต่ละฝ่าย และในจุดนี้เองที่ทำให้เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะฝ่ายหญิงที่ต้องเป็นฝ่ายดูแลความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวโดยให้ฝ่ายชายเป็นคนรับผิดชอบแต่เรื่องค่าใช้จ่าย ผู้ชายก็สามารถดูแลลูกได้ แม้ว่าในกรณีของคริสจะดูแลได้ไม่ดีมากนักก็ตาม
หน้าที่ในส่วนของการการให้สติปัญญา ให้ข้อคิด แรงบันดาลใจ (Intellectual)
- Theme หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ในส่วนนี้ได้อย่างชัดเจน สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมให้ในเรื่องที่ว่า เมื่อเรามีจุดมุ่งหมาย ระหว่างทางอาจจะยากลำบาก แต่ถ้าเราไม่ย่อท้อ ไม่ยอมแพ้ เราก็จะไปถึงจุดมุ่งหมายนั้นได้สำเร็จ
-Symbolism ฉากที่คริสโตเฟอร์ทำหุ่นกัปตันอเมริกาหล่นขณะกำลังวิ่งไปขึ้นรถ คริสไม่ให้ลูกกลับไปเก็บเพราะจะทำให้พลาดรถเมล์ สะท้อนให้เห็นว่าบางครั้งเราต้องเลือกทำอะไรซักอย่างที่สำคัญกว่า แม้ว่าอีกสิ่งที่ไม่ได้ทำหรือต้องพลาดไปจะมีความหมายกับจิตใจ และในฉากวันสอบข้อเขียนของคริส ก็เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ให้ผู้ชม(ถ้าคิดตาม)ไม่มากก็น้อย ความรอบคอบ การตรวจทานเป็นเรื่องจำเป็นในการทำงานหรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวัน อะไรที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้
ในส่วนของการสร้างความตื่นตาตื่นใจทางด้านภาพ/ดึงดูดสายตา (Spectacle) หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีความตื่นตาตื่นใจของภาพมากเท่าไหร่ อาจด้วยเพราะประเภทของหนัง ถ้าเป็นอย่างหนังแอคชั่นหรือหนังแฟนตาซีอาจมีภาพที่แปลกตา หรือเทคนิคที่ดึงดูดความสนใจมากกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้น หนังเลือกใช้มุมภาพ รวมถึงการจัดองค์ประกอบในภาพแบบสมดุลและเหมาะสมตามความถูกต้องของการถ่ายทำภาพยนตร์ ใช้ลักษณะการแทนสายตาของผู้ชมในฐานะผู้เฝ้าติดตามสถานการณ์ทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นผู้เฝ้าติดตามชีวิตของคริสอยู่จริง
The Lady (2012)
posted on 10 Feb 2012 22:50 by bangkokerr in Commentary


"The only real prison is fear, and the only real
freedom is freedom from fear."
รถเมล์แดงจะครบขวบแล้ว
posted on 09 Feb 2012 17:01 by bangkokerrOne Day (2011)
posted on 09 Feb 2012 01:14 by bangkokerr in Commentary
ไดอารี่วันอาทิตย์
posted on 05 Feb 2012 20:46 by bangkokerr in Diary



Tomboy(2011)
posted on 03 Feb 2012 14:45 by bangkokerr in Commentary